KM#12 น่ารู้เรื่องข้อสอบแบบปรนัยแบบเลือกตอบ

สรุปจาก การสร้างข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice question)

โดย รศ.นายแพทย์อานุภาพ เลขะกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

http://teachingresources.psu.ac.th/document/2548/Le_Kha_Kun/MCQ_Arnupa.pdf

 

ข้อสอบแบบปรนัยเป็นข้อสอบที่มีคำถามจำเพาะเจาะจง ตรวจได้คะแนนตรงกัน มีคำสั่งวิธีการทำและวิธีการตรวจให้คะแนนชัดเจน ข้อสอบแบบปรนัยที่นิยมใช้มี 4 ประเภท คือ

  1. แบบถูกผิด (True – false)
  2. แบบเติมคำ หรือตอบสั้นๆ (Completion)
  3. แบบจับคู่ (Matching)
  4. แบบเลือกคำตอบ (Multiple choice)

ข้อสอบแบบเลือกตอบ (multiple choice question หรือ MCQ) เป็นเครื่องมือวัดผลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เหมาะสำหรับการประเมินด้านพุทธิพิสัยหรือความรู้ (cognitive domain) ของผู้เรียน

ลักษณะสำคัญและข้อดีของข้อสอบแบบเลือกตอบ

  1. มีตัวเลือก 3-5 ตัว ให้ผู้สอบเลือกตอบคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว
  2. ใช้วัดผลด้านความรู้เป็นหลัก สามารถวัดได้หลายระดับตามการจำแนกระดับความรู้ของ Bloom (ความจำ ความเข้าใจ การประยุกต์ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินหรือตีคุณค่า) หรืออาจดัดแปลงง่ายๆ เป็น 3 ระดับ

ระดับที่ 1 ความจำ (factual knowledge หรือ recall)

ระดับที่ 2 ความเข้าใจและการแปลผล (comprehension and interpretation)

ระดับที่ 3 การแก้ปัญหา (problem-solving)

  1. มีความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) สามารถครอบคลุมเนื้อหาได้ดี ถ้ามีการกำหนดตารางการสร้างข้อสอบที่เหมาะสม (วางแผนแบ่งสัดส่วนเนื้อหาและระดับความรู้ที่ต้องการวัด)
  2. มีความเป็นปรนัย (objectivity) สูง สามารถตรวจให้คะแนนได้เหมือนกัน สามารถให้คำตอบก่อนสอบได้ จึงมีความเที่ยงหรือเชื่อถือได้ (reliability) แม้ว่าผู้ประเมินจะต่างคนกัน
  3. สามารถตรวจและวิเคราะห์ข้อสอบได้ง่าย
  4. ไม่ถูกกระทบจากทักษะการเขียนของผู้สอบ
  5. การบริหารจัดการสอบทำได้ง่าย จัดสอบกับผู้สอบจำนวนมากได้
  6. สามารถเก็บข้อสอบที่มีคุณภาพเข้าไปคลังข้อสอบ ลดปัญหาการจัดหาข้อสอบในอนาคตได้

ข้อเสียของข้อสอบแบบเลือกตอบ

  1. ไม่สามารถวัดทักษะในการจัดระบบความคิดหรือการตัดสินใจ เนื่องจากมีคำตอบให้เลือก
  2. ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือเหตุผลในการเลือกตอบ
  3. จำกัดความคิดของผู้สอบเฉพาะคำตอบที่ให้เลือก
  4. มีแนวโน้มใช้วัดความรู้ระดับ “ความจำ” มากกว่า เพราะต้องเสียเวลามากในการออกข้อสอบเพื่อวัดการแก้ปัญหาหรือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทำได้ยาก
  5. มีโอกาสเดาได้ ถ้าข้อสอบไม่ดี ผู้สอบที่ไม่มีความรู้ อาจทำข้อสอบได้ถูกต้อง
  6. มีโอกาสใช้ข้อสอบซ้ำ ผู้สอบอาจจำข้อสอบได้ จึงจำเป็นต้องสร้างข้อสอบให้มากพอเพื่อเก็บไว้ในคลังข้อสอบ
  7. ต้องวางแผนและสร้างตารางออกข้อสอบให้ครอบคลุมเนื้อหา เพื่อให้การวัดผลมีความตรงเชิงเนื้อหา

แนวทางการสร้างข้อสอบแบบเลือกตอบ

  1. ควรวัดการประยุกต์ใช้ความรู้ > “ความจำ” เนื่องจากความรู้ระดับที่สูงจำเป็นต้องใช้ความจำเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ตัวอย่างข้อสอบระดับที่ 2 (การแปลผล)

หลังจากปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย นักศึกษาแพทย์กลุ่มหนึ่งอยู่ในลิฟท์ได้คุยและอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาของผู้ป่วยที่ได้ประสบมา โดยที่ขณะนั้นมีคนอื่นร่วมอยู่ด้วยในลิฟท์

พฤติกรรมของนักศึกษาดังกล่าวขัดต่อหลักทางเวชจริยศาสตร์ข้อใด

  1. Justice B. Autonomy C. Beneficence     D. Non-maleficence          E. Conflict of interest
  2. ข้อสอบควรจะกระชับ รัดกุม ไม่เยิ่นเย้อ ควรให้ผู้สอบใช้เวลาในการอ่านคำถามน้อย แต่เข้าใจได้ชัดเจน มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจตอบคำถามได้
  3. เขียนข้อสอบเป็นภาษาไทย กรณีศัพท์เฉพาะ (technical term) อาจใช้ทับศัพท์ได้ (หรือวงเล็บคำภาษาอังกฤษ)
  4. ข้อสอบแต่ละข้อ ควรมุ่งที่ประเด็นเดียวหรือมีวัตถุประสงค์เพียงเรื่องเดียว
  5. ข้อมูลในโจทย์หรือคำถาม ไม่ควรตีความได้เป็นหลายอย่าง
  6. เขียนรูปประโยคคำถามสมบูรณ์ เช่น การรักษาเบื้องตันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือข้อใด เป็นต้น
  7. โจทย์และคำถามต้องชัดเจน เมื่อผู้สอบอ่านแล้วควรตอบได้เลย โดยไม่ต้องดูว่าคำตอบในตัวเลือกเป็นอย่างไร

ตัวอย่างโจทย์และคำถามที่ไม่ดี ไม่ชัดเจน อ่านแล้วตอบไม่ได้ ว่าถามประเด็นอะไร

– ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับ rheumatoid arthritis

– ข้อความต่อไปนี้ถูกต้อง ยกเว้น

ตัวอย่างคำถามที่ดี เมื่ออ่านโจทย์แล้วสามารถตอบได้

– การสืบค้นที่เหมาะสมที่สุดเพื่อการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยดังกล่าวคือข้อใด

  1. หลีกเลี่ยงโจทย์ซับซ้อน ข้อสอบที่หลอก หรือทำให้ผู้สอบสับสน
  2. หลีกเลี่ยงโจทย์และคำถามที่เป็นเชิงลบหรือปฏิเสธ เช่น ไม่ (not), น้อยที่สุด (least), ยกเว้น (except), ไม่ถูกต้อง (incorrect) เป็นต้น เนื่องจากเป็นข้อสอบที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ และผู้สอบอาจตอบได้ว่าข้อใดไม่ถูก โดยที่ไม่รู้ว่าคำตอบที่ถูกคือข้อใด จะพบข้อสอบแบบนี้ได้บ่อย เนื่องจากเขียนข้อสอบง่ายกว่าสร้างคำตอบที่ผิดเพียงคำตอบเดียว
  3. หลีกเลี่ยงโจทย์ที่เป็นคำบรรยายรูปหรือลักษณะที่ให้ผู้สอบตีความหมายหรือสร้างจินตนาการเอง เพราะผู้สอบแต่ละคนอาจมีการรับรู้และตีความแตกต่างกัน หากต้องการให้แปลผล อาจใช้รูปภาพหรือภาพวาดประกอบแทน
  4. หลีกเลี่ยงการใช้ข้อความ แผนภูมิ หรือรูปภาพที่ยกมาจากหนังสือหรือเอกสารประกอบการสอน เพราะจะเป็นการวัดความจำมากกว่า
  5. หลีกเลี่ยงการใช้คำย่อที่ไม่เหมาะสม
  6. หลีกเลี่ยงการบอกใบ้ (hint) หรือชี้แนะคำตอบ (clue) ที่ทำให้ผู้สอบเดาคำตอบที่ถูกต้องได้ (อาจมีในโจทย์หรือเป็นตัวเลือกที่ไม่สอดคล้องกับคำถามอย่างชัดเจน
  7. ข้อสอบแต่ละข้อควรเป็นอิสระต่อกัน ไม่ควรเขียนข้อสอบประเภทโจทย์เดียว แต่มีคำถามหลายข้อ ที่ต่อเนื่องกัน เนื่องจากหากผู้สอบตอบข้อแรกผิดแล้ว มีโอกาสจะตอบข้อสอบที่ตามมาผิดกันต่อเนื่องได้
  8. โดยทั่วไปข้อสอบที่วัดการประยุกต์ใช้ความรู้ มักจะมีโจทย์ยาว แต่ตัวเลือกจะสั้น
  9. จำนวนข้อสอบต้องเหมาะสมกับเวลา โดยทั่วไป การทดสอบความรู้ ระดับความจำ ใช้เวลาประมาณข้อละ 45-60 วินาที แต่ถ้าเป็นข้อสอบระดับการประยุกต์ใช้ความรู้ จะใช้เวลาประมาณ 90 วินาที
  10. ข้อสอบข้อหนึ่งอาจชี้แนะคำตอบที่ถูกต้องของข้ออื่นได้ ดังนั้นควรตรวจสอบข้อสอบทั้งชุดอีกครั้ง
  11. ควรมีการตรวจสอบหรือวิพากษ์ข้อสอบร่วมกันโดยกลุ่มอาจารย์ผู้ร่วมสอนหรือกรรมการที่จัดตั้งขึ้น

แนวทางการสร้างตัวเลือก

  1. จำนวนตัวเลือก ควรมี 4 หรือ 5 ตัวเลือก ตัวเลือก 5 ข้อ จะมีความเที่ยงดีที่สุด การใช้ตัวเลือกมากกว่า 5 ข้อ ไม่มีความจำเป็นและไม่ทำให้อำนาจการจำแนกสูงขึ้น
  2. ต้องแน่ใจว่ามีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว
  3. ตัวเลือกแต่ละข้อควรเป็นอิสระต่อกัน
  4. ตัวเลือกแต่ละข้อควรมีความเป็นไปได้และดึงดูดให้ผู้สอบเลือก
  5. ความยาวของเนื้อหาของตัวเลือกแต่ละข้อควรใกล้เคียงกัน เนื่องจากคำตอบที่ถูกต้องมีแนวโน้มที่จะมีความยาวมากกว่าตัวเลือกที่ผิด
  6. เนื้อหาของตัวเลือกแต่ละข้อไม่ควรยาวเกินไป ควรเป็นคำหรือข้อความสั้นๆ และไม่ควรเกินหนึ่งยรรทัด
  7. เนื้อหาของตัวเลือกควรเป็นเรื่องในกลุ่มเดียวกัน มีประเด็นคล้ายกัน เป็นเรื่องเดียวกันหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (homogeneous)
  8. หากตัวเลือกเป็นค่าตัวเลขควรจะคงที่ (consistent) เช่น ถ้าตัวเลือกเป็นช่วง ก็ต้องเป็นช่วงทุกข้อ ไม่ใช่ตัวเลือกบางข้อเป็นค่าเดี่ยวๆ เป็นต้น จัดเรียงตามลำดับจากน้อยไปหามาก หรือหากเป็นช่วงก็ควรจะเป็นช่วงที่ใกล้เคียงกัน
  9. หลีกเลี่ยงตัวเลือกที่ซับซ้อนหรือทำให้ผู้สอบสับสน
  10. หลีกเลี่ยงตัวเลือกที่ขัดแย้งกันเองหรือตรงกันข้าม (mutually exclusive) เช่น

แผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือข้อใด

  1. ให้การรักษาด้วยยาเดิม
  2. ลดขนาดยาพ่น budesonide
  3. เพิ่มขนาดยาพ่น budesonide
  4. เปลี่ยนยาพ่น budesonide เป็น inhaled long acting B2 agonist
  5. เปลี่ยนยาพ่น budesonide เป็น inhaled long acting B2 agonist และ inhaled steroid

ตัวอย่างข้อสอบข้อนี้ตัวเลือกข้อ B และ C เป็นคำตอบที่ขัดแย้งกัน ส่วนตัวเลือกข้อ D และ E เป็นข้อสอบที่คู่กันและทับซ้อนกัน ผู้สอบน่าจะเดาตอบระหว่างตัวเลือกข้อ D และ E (ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง)

  1. หลีกเลี่ยงการใช้คำต่อไปนี้ในตัวเลือก

– คำที่เป็น absolute term  เช่น “ทั้งหมด” (all), “เสมอ” (always), “ไม่เคย” (never), “ไม่มี”(none of) เป็นต้น ตัวเลือกที่มีคำเหล่านี้โดยทั่วไปมักจะผิด

– คำที่ไม่ชัดเจนหรือกลางๆ เช่น “มักจะ” (usually), “อาจจะ” (may หรือ may be) เป็นต้น ตัวเลือกที่มีคำเหล่านี้มักจะถูก

– คำที่มีความหมายแสดงจำนวนครั้งที่ไม่ชัดเจน เช่น “พบได้บ่อย” (frequently), “บางครั้ง”(sometimes), “นานๆ ครั้ง หรือไม่ค่อยบ่อย” (seldom), “เป็นครั้งคราว” (occasionally) เป็นต้น ผู้สอบอาจตีความหมายแตกต่างกัน

  1. หลีกเลี่ยงตัวเลือกที่เป็นปฏิเสธ เช่น “ไม่สามารถทำลายเชื้อ H1N1 ได้” เป็นต้น หรือปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ เพราะอาจทำให้ผู้สอบสับสนได้
  2. หลีกเลี่ยงตัวเลือก “ถูกหมดทุกข้อ” (All of the above) เนื่องจากผู้สอบอาจเดาคำตอบข้อนี้ได้ หากรู้คำตอบที่ถูกต้องในตัวเลือกเพียง 2 ข้อ ก็จะสามารถเลือกตอบข้อนี้ได้ หรือในทางกลับกัน ถ้าผู้สอบรู้ว่าตัวเลือกข้อหนึ่งผิด ก็จะตัดคำตอบข้อนี้ทิ้งไปได้

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับภาวะพร่อง G-6-PD

  1. ทำให้เกิดภาวะ hemolytic crisis
  2. เกิดความผิดปกติใน Emden-Meyerhof pathway
  3. ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ X-linked recessive
  4. ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยคือ acute renal failure
  5. ถูกหมดทุกข้อ

ข้อสอบลักษณะนี้จะพบได้บ่อย แต่ไม่เหมาะสมหลายประเด็น ลักษณะข้อสอบเป็นแบบมีคำตอบถูกผิดหลายข้อ วัดความรู้เพียงระดับที่ 1 คำถามไม่ชัดเจนว่าจะถามประเด็นใด วัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน ผู้สอบไม่สามารถตอบได้ หากไม่เห็นตัวเลือก ตัวเลือกแต่ละข้อมีเนื้อหาไปคนละประเด็น ต้องการครอบคลุมเนื้อหาหลากหลาย มีตัวเลือก “ถูกหมดทุกข้อ” สามารถเดาได้ง่าย และข้อสอบดังกล่าวเขียนขึ้นเพื่อสอนผู้สอบมากกว่าเพื่อวัดผล

การวัดผลไม่ใช่เวลาสำหรับการสอน ดังนั้นไม่ควรออกข้อสอบเพื่อสอนผู้สอบไปด้วยในเวลาเดียวกัน

  1. หลีกเลี่ยงตัวเลือก “ผิดหมดทุกข้อ” (None of the above) เนื่องจากผู้สอบอาจเลือกข้อนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร
  2. หลีกเลี่ยงข้อความที่ซ้ำกันหรือเหมือนกันในตัวเลือกแต่ละข้อ เนื่องจากจะทำให้ตัวเลือกยาวเกินความจำเป็นและผู้สอบเสียเวลาอ่าน ควรนำไปใส่ในคำถามหรือแยกเป็นหัวข้อต่างหาก
  3. ตำแหน่งของคำตอบที่ถูกไม่ควรซ้ำกัน หรือไม่ควรมีรูปแบบ ควรจะกระจายตามตำแหน่งตัวเลือกต่างๆ โดยทั่วไปผู้เขียนข้อสอบมีแนวโน้มจะวางคำตอบที่ถูกต้องไว้ที่ตัวเลือก B หรือ C
  4. การจัดลำดับของตัวเลือก อาจทำได้หลายรูปแบบ

– หากตัวเลือกเป็นคำ อาจเรียงตามลำดับตัวอักษร

– หากเป็นค่าตัวเลข ควรเรียงจากน้อยไปมาก

– จัดเรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

– จัดเรียงตามกลุ่มที่มีแนวโน้มเหมือนกัน เช่น ลดลง เพิ่มขึ้น เป็นต้น

– เรียงตามความยาวของข้อความ จากสั้นไปยาว จะทำให้ผู้สอบอ่านได้ง่ายขึ้น

  1. การสร้างตัวลวง ควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้

– ตัวลวงแต่ละข้อควรมีความเป็นไปได้และดึงดูดให้ผู้สอบเลือก

– อาจใช้ข้อผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยของผู้เรียนเป็นตัวลวง

– ใช้คำหรือข้อความที่ผู้สอบคุ้นเคย แต่ไม่ถูกต้อง

– หลีกเลี่ยงตัวลวงที่ผิดชัดเจนเกินไปหรือไม่มีเหตุผลจนไม่มีใครเลือก

– หลีกเลี่ยงการสร้างตัวลวงที่เกิดจากความซับซ้อนหรือสับสนของคำตอบ

การวิเคราะห์ข้อสอบ

การวิเคราะห์ข้อสอบหลังการสอบเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวผู้สอนและผู้เรียน ประโยชน์ของการวิเคราะห์ข้อสอบได้แก่

  1. ประเมินคุณภาพของข้อสอบภายหลังการสอบ ก่อนใช้ตัดสินผลการสอบของผู้สอบ
  2. เลือกเก็บข้อสอบที่มีคุณภาพไว้เป็นคลังข้อสอบ
  3. ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุงการสร้างข้อสอบในอนาคต
  4. วินิจฉัยจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้เรียน เพื่อใช้ในการให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback)
  5. เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอน ครอบคลุมเนื้อหาที่สำคัญตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ผู้เรียนเข้าใจประเด็นใดยังไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s