KM #21 แนะนำเส้นทางท่องเที่ยว “ย่ำแดนภูเขาไฟในชวาตะวันออก” ประเทศอินโดนีเซีย

แนะนำเส้นทางท่องเที่ยว “ย่ำแดนภูเขาไฟในชวาตะวันออก” ประเทศอินโดนีเซีย

โดย อ.ธนกฤต ลออสุวรรณ

DSC05888

เมื่อกล่าวถึงการท่องเที่ยวหรือเส้นทางทัวร์ที่ประเทศอินโดนีเซีย เรามักจะนึกถึงเส้นทางยอดนิยมอย่าง “เกาะบาหลี” หรือ “บุโรพุทโธ” ซึ่งนักท่องเที่ยวรู้จักกันดีอยู่แล้วและมีบริษัทนำเที่ยวจัดทัวร์ไปเส้นทางนี้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ด้วยความกว้างขวางของพื้นที่ประเทศอินโดนีเซียซึ่งกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน ทำให้ประเทศนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมายที่สามารถจัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อทำเป็นโปรแกรมทัวร์ได้ หนึ่งในนั้นคือ “เส้นทางย่ำแดนภูเขาไฟในชวาตะวันออก”

จังหวัดชวาตะวันออก (Jawa Timur) ตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญสองส่วน คือเกาะบาหลีที่อยู่ทางตะวันออก และกลุ่มโบราณสถานบุโรพุทโธในชวาภาคกลางที่อยู่ทางตะวันตก เมืองหลักที่เป็นประตูสู่ชวาตะวันออกคือเมืองสุราบายา (Surabaya) ซึ่งมีท่าอากาศยานนานาชาติรองรับเที่ยวบินจากประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียน แหล่งท่องเที่ยวเด่นๆในจังหวัดชวาตะวันออกมีอยู่ 2 ประเภท คือ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติซึ่งที่นี่มีชื่อเสียงมากเพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟโบรโม่ (Bromo) อันมีทัศนียภาพสวยงามยิ่งใหญ่และเดินทางไปชมได้โดยสะดวก และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับอาณาจักรมัชปาหิตโบราณ ที่ยังคงมีโบราณสถานหลายแห่งให้เที่ยวชมทั้งที่เมืองโทรวูลัน (Trowulan) และเมืองมาลัง (Malang) การจัดรายการนำเที่ยวจึงอาจจะผสมผสานแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 2 รูปแบบนี้ไว้ในโปรแกรมเดียวกันได้

…………………………………………………………………………………………………………

ตัวอย่างรายการนำเที่ยวชวาตะวันออก แบบ 3 วัน 2 คืน อาจทำได้ดังนี้

 

วันแรก…เดินทางถึงท่าอากาศยานานาชาติเมืองสุราบายา แวะเข้าไปในตัวเมืองเพื่อนมัสการ “โจโกโดลก” (Joko Dolog) แปลเป็นไทยว่า “หลวงพ่ออ้วน” (The Fat Monk) เป็นพระพุทธรูปฉลองพระพระองค์ของพระเจ้ากฤตนคร (King Kertanagara) กษัตริย์แห่งอาณาจักรสิงหาส่าหรี ผู้ปกครองดินแดนชวาตะวันออกเมื่อ 700 ปีก่อน พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระปางมารวิชัย เชื่อถือกันตามลัทธิมหายานว่าคือ “พระธยานิพุทธอักโษภยะ” พระพุทธเจ้าผู้ครองสวรรค์ทางทิศตะวันออก

หลวงพ่ออ้วน-544

เสร็จแล้วออกจากสุราบายา เดินทางต่อลงมายังภูเขาเปหนังกุหงัน (Gunung Penanggungan) ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ทรวดทรงสัณฐานเป็นกรวยสูงชะลูด แวดล้อมด้วยยอดเขาบริเวณทั้งสี่ทิศ ในสมัยโบราณถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่พระราชาแห่งอาณาจักรต่างๆบนเกาะชวาให้ความเคารพนับถือมาก ด้วยตำนานว่า ภูเขาลูกนี้คือส่วนยอดสุดของ “เขาพระสุเมรุ” ศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งถูกเคลื่อนย้ายอัญเชิญจากชมพูทวีปมายังเกาะชวา ทิวทัศน์ที่ภูเขาแห่งนี้งดงามมากเพราะมีนาขั้นบันไดเหมือนที่เกาะบาหลี แต่ที่นี่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สภาพบริสุทธิ์อยู่ด้วยแทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ที่ไหล่เขานี่เองยังเป็นที่ตั้งของ “สระศักดิ์สิทธิ์แห่งเบลาหัน” (Holy Bathing Place of Candi Belahan) เชื่อกันว่า เป็นสระน้ำโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อเป็น “ราชสุสาน” ที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้าไอร์ลังคะ กษัตริย์ชวาผู้ยิ่งใหญ่เมื่อพันปีก่อน สัญลักษณ์โดดเด่นของสระนี้ก็คือ รูปสลักเทวสตรี 2 องค์คือ “พระศรี” และ “พระลักษมี” ชายาคู่บารมีขององค์พระนารายณ์ สิ่งที่แปลกประหลาดน่าทึ่งของสระศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ อยู่ตรงที่น้ำพุซึ่งไหลออกมาจากองค์เทพธิดาทั้งสอง โดยเทพธิดาองค์ซ้ายน่าจะเป็น “พระศรี” เทพีแห่งโชคลาภ มีน้ำพุไหลออกมาจากพระหัตถ์ด้านบน (เดี๋ยวนี้ไม่ไหลแล้ว) ส่วนองค์ขวาก็คือ “พระลักษมี” เทพีแห่งความงาม ซึ่งมีน้ำพุไหลออกมาจากพระถัน (ทรวงอก) และยังคงไหลอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือ การเสกธารน้ำตามธรรมชาติให้กลายเป็นน้ำเทพมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ไหลผ่านพระวรกายของเทพเจ้าแล้วนั่นเอง เชื่อกันว่า หากใครได้มาอาบน้ำหรือนำน้ำที่สระศักดิ์สิทธิ์นี้ไป ก็จะได้รับความเป็นสิริมงคลอันเป็นพรที่มาโดยตรงจากองค์เทพเจ้าเลยทีเดียว

สระศักดิ์สิทธิ์-702

เมื่อเที่ยวชมบริเวณภูเขาเปหนังกุหงันเสร็จแล้ว ก็เดินทางต่อมาเข้าที่พักที่เมืองมาลัง (Malang) ในช่วงเย็น เมืองนี้เป็นเมืองเก่าสมัยดัชท์ปกครองอาณานิคม ยังคงมีอาคารเก่าแก่แบบย้อนยุคมากมายทั่วตัวเมือง และมีภัตตาคารเก่าสมัยดัชท์ที่บริการอาคารค่ำแบบตะวันตกย้อนยุคด้วย ตามปกติอากาศที่เมืองมาลังจะเย็นสบายเหมาะสำหรับพักผ่อนอยู่แล้ว

2222

วันที่สอง…เก็บของออกจากเมืองมาลังตอนเช้า เที่ยวชมย่านเมืองเก่าสมัยดัชท์และตลาดเช้าพื้นเมือง จากนั้นเดินทางต่อไปชมปราสาทหินจันทิสิงหาส่าหรี (Candi Singosari) ซึ่งเป็นเทวสถานอุทิศแด่พระศิวะของพระเจ้ากฤตนคร (King Kertanagara) กษัตริย์แห่งอาณาจักรสิงหาส่าหรี ในพื้นที่ที่เคยเป็นเมืองหลวงของพระองค์ แม้ว่าปราสาทหินหลังนี้จะยังสร้างไม่เสร็จ แต่ยังเห็นลวดลายความสวยงามของ “หน้ากาล” ที่แกะสลักอย่างประณีต ลักษณะเป็นใบหน้าสัตว์คล้ายสิงโตแต่มีมือทั้งสองข้างสำหรับข่มขู่สิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ หลังจากเดินชมและถ่ายรูปจันทิสิงหาส่าหรีแล้ว ก็จะต้องเดินต่อไปอีกนิดเพื่อคนหา “ยักษ์ทวารบาล” 2 ตนที่แกะสลักจากหินภูเขาไฟก้อนมหึมาทำหน้าที่เป็นผู้ปกปักรักาเมืองเก่าแห่งนี้ ยักษ์ทวารบาล 2 ตนนี้มีใบหน้าที่ขึงขังดุดันแต่ทำมือเป็นสัญลักษณ์ชูสองนิ้ว ดูน่ารักปนน่าเกรงขามอย่างประหลาดทีเดียว

จันทิจาวี-630

เมื่อแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารตรงทางไป Tretes สถานตากอากาศบนภูเขาที่ชาวสุราบายานิยมเสร็จแล้ว เดินทางต่อไปชมปราสาทหินจันทิจาวี “Candi Jawi” เป็นปราสาทหินหลังเดียวโดดๆ ตั้งตระหง่านสูงเด่นอยู่ตรงที่ลาดเชิงเขาอรชุน (Gunung Arjuno) สภาพยังสมบูรณ์ดี เพราะนักโบราณคดีชาวดัชท์ได้จัดการบูรณะตั้งแต่สมัยอาณานิคมแล้ว เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้ากฤตนคร (King Kertanagara) เนื่องจากกษัตริย์องค์นี้ นับถือทั้งศาสนาฮินดูและพุทธ ปราสาทหินจันทิจาวีจึงมีศิลปะของทั้ง 2 ศาสนาเลย คือตัวปราสาทลักษณะจะเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู แต่ยอดปราสาททำแหลมๆเหมือนเจดีย์ในพุทธศาสนา ในห้องตรงกลางเรือนธาตุของจันทิจาวี ยังคงมีฐาน “โยนี” ที่เคยประดิษฐานศิวลึงค์อยู่ (แต่พระศิวลึงค์หายไปแล้ว) ตรงฐานของจันทิจาวี มีลวดลายแกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องตามแบบศิลปะชวาตะวันออก คือ นิยมแกะสลักเป็นภาพวิวทิวทัศน์ “บ้านสวน” มีกระท่อมหลังคามุงฟาง ท่ามกลางสวนป่าร่มรื่น ไม่ค่อยนิยมภาพเล่าเรื่องทางศาสนาแบบที่เห็นกันคุ้นตาที่บุโรพุทโธ

DSC05895

ช่วงเย็นออกเดินทางต่อยิงยาวไปยังเมืองเจโมโรลาวัง (Cemoro Lawang) ซึ่งเป็นเมืองริมปล่องภูเขาไฟโบรโม่ (Bromo) อากาศที่เจโมโรลาวังจะหนาวเย็นเหมือนดอยอินทนนท์ของไทย นักท่องเที่ยวจึงควรมีเครื่องกันหนาวที่เพียงพอและวันนี้ควรเข้านอนแต่หัวค่ำ เนื่องจากวันรุ่งขึ้นต้องออกไปชมวิวภูเขาไฟตั้งแต่เช้ามืด

 

วันที่สาม…นัดหมายการตื่นนอนราวๆตีสาม ทำธุระส่วนตัวแล้วช่วงก่อนตีสี่เล็กน้อยก็ออกไปขึ้นรถจิ๊ป ไปที่จุดชมวิวบนเขาเปนานจากัน (Gunung Penanjakan) ถนนทางไปไม่ค่อยดีนักและต้องผ่าน “ทะเลทรายดำ” (Sea of Sand) ซึ่งเป็นก้นปล่องภูเขาไฟเก่า มุ่งหน้าขึ้นสู่จุดชมวิวเหนือยอดเขา Penanjakan ตรงก่อนจะถึงจุดชมวิวมีร้านขายกาแฟและให้เช่าชุดกันหนาวมีมากมายเปิดไฟสว่างไสวคึกคัก บ่งบอกว่านักท่องเที่ยวขึ้นมามากทุกวัน ซึ่งควรเดินทางมาถึงจุดชมวิวนี้ก่อนตีห้าให้ทันให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

ทิวทัศน์ที่ใครๆไฝ่ฝันอยากจะมาชมบนจุดชมวิวยอดเขาแห่งนี้คือ ภาพกลุ่มภูเขาไฟใหญ่น้อยเรียงลดหลั่นกันอย่างสวยงาม เบื้องหน้านั้นคือ “บาต็อก” (Gunung Batok) ผู้แสนสงบนิ่ง ถัดไปทางซ้ายที่กำลังพ่นควันสนั่นหวั่นไหวนั่นคือ “โบรโม่” (Gunung Bromo) ขุนเขาที่ไม่เคยหลับใหล ถัดไปด้านหลังอีกนิดก็คือ “กูรสี” (Gunung Kursi) ที่ล้อมรอบด้วยริ้วรอยแปลกตา…ส่วนภูเขาไฟทรงกรวยสูงเด่นตระหง่านเป็นประธานเบื้องหลังสุดนั่นก็คือ “เซเมรุ” (Gunung Semeru) หรือ “เขาพระสุเมรุ” ภูผาอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและสูงที่สุดบนเกาะชวาอันงามสง่าจับใจ ภูเขาไฟทั้งหมดนี้อยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ของอุทยานแห่งชาติ Bromo-Tengger-Semeru ถือได้ว่าเป็นทิวทัศน์ความอัศจรรย์ทางธรรมชาติ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งนึงของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียเลยทีเดียว

DSC05809

ภูเขาไฟโบรโม่ยังคงพ่นควันและขี้เถ้าลอยคลุ้ง ครอบคลุมบริเวณนี้ตลอดเวลามานับพันนับหมื่นปีแล้ว แสดงถึงขุมพลังใต้พิภพที่ยังไม่เคยหลับใหล และอาจจะถูกปลดปล่อยขึ้นมาเต็มกำลังเมื่อไหร่ก็ได้ ในขณะเดียวกันหากสังเกตที่ยอดเขาเซเมรุ ก็จะเห็นว่าทุกๆ 15 – 20 นาที Gunung Semeru จะระเบิดกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ตามคติของศาสนาฮินดู “เขาพระสุเมรุ” เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่ประทับของเหล่าเทพยดาทั้งปวง รายล้อมด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง 7 ชั้น และมหานทีสีทันดรคั่นหว่างกลางเป็นระยะๆ….รูปลักษณ์ของ Gunung Semeru ก็ดูคล้ายกับที่ชาวฮินดูเชื่อถือกันมาแต่เก่าก่อน เป็นภูเขาที่สูงเด่นที่สุดจนไม่มีลูกอื่นใดเทียบเทียม ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาอื่นๆรายล้อมหลายชั้น แถมยังสำแดงพลานุภาพให้เห็นเป็นระยะๆ ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์เดชของเทพเจ้าที่ประทับอยู่บนนั้น ก็สมแล้วครับที่ชาวอินโดนีเซียโบราณยกย่องให้ Gunung Semeru เป็นดั่ง “ศูนย์กลางจักรวาล” ในโลกทัศน์ของพวกเขา

 

เมื่อชมทิวทัศน์อันน่าประทับใจจากจุดชมวิวเหนือยอดเขา Penanjakan จนพอใจแล้ว สมควรแก่เวลาแล้วก็เดินลงจากจุดชมวิว ขึ้นรถจิ๊บคันเดิมพาดิ่งลงเขามาอย่างรวดเร็วเดินทางตรงต่อไปข้ามทะเลทรายสีดำ มุ่งสู่เชิงภูเขาไฟโบรโม่ เมื่อถึงจุดจอดรถเชิงเขา ก็จะต้องลงเดินเท้าต่อไปยังยอดปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ หากไม่ต้องการเดินเท้าด้วยตนเองก็มีบริการม้าสำหรับขี่ขึ้นไปบนเขาได้ด้วย การขึ้นมาชมปากปล่องภูเขาไฟนี้ก็เพื่อสัมผัส “ลมหายใจของเทพเจ้า” เนื่องจากรอยแยกที่ก้นปล่องของโบรโม่ แตกลึกลงไปใต้พื้นพิภพ ทำให้พลังงานมหาศาลใต้โลกถูกปลดปล่อยออกมาทางนี้ ควันขี้เถ้าสีขาวจึงพวยพุ่งออกจากที่นี่ชั่วนาตาปีไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ชาวชวาแต่โบราณเชื่อถือว่านี่คือ “ลมหายใจของเทพเจ้า” นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปตามทางรอบขอบปล่องภูเขาไฟโบรโม่ได้ แต่ต้องระมัดระวังมากเพราะไม่มีรั้วกันใดๆอาจตกลงไปได้ถ้าเดินไม่ระวัง และที่ปากปล่องโบรโม่นี่กลิ่นกำมะถันค่อนข้างแรง ต้องเตรียมผ้าปิดจมูกเป็นระยะๆเพื่อลดการสูดดมกำมะถันด้วย และไม่ควรอยู่บนขอบปากปล่องนานเกินไป สมควรแก่เวลาก็เดินลงมาขึ้นรถจิ๊บที่จุดเดิม ระหว่างทางกลับจากภูเขาไฟโบรโม่ไปที่เมืองเจโมโรลาวัง นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมเทวสถานฮินดู ตัววัดสร้างด้วยหินภูเขาไฟสีเทาๆ มีซุ้มประตูชั้นในเป็นปราสาทสามยอด ซึ่งชาวฮินดูทั้งในเกาะชวาและที่ข้ามมาจากบาหลีร่วมมือกันสร้างไว้ เพื่อน้อมคารวะแด่เทพยดาผู้ยิ่งใหญ่ที่สถิตอยู่ ณ ภูเขาไฟโบรโม่เบื้องหน้านั่นเอง

DSC05884

ราว 11.00 น. กลับมาถึงยังที่พักแล้วเก็บสัมภาระ รับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นเดินทางลงเขาจากเจโมโรลาวังตรงยาวกลับสู่เมืองสุราบายา ใช้เวลาราวๆ 4 ชั่วโมง เมื่อมาถึงช่วงเย็นก็เดินทางต่อไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติเพื่อขึ้นเครื่องบินเที่ยวค่ำเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

…………………………………………………………………………………………………………

จากตัวอย่างรายการนำเที่ยวระยะสั้น 3 วันข้างต้น นักท่องเที่ยวจะได้ชมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เป็นภูเขาไฟยิ่งใหญ่ตระการตา นับว่าเป็นจุดขายที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ในการเขียนรายการทัวร์ได้และสามารถจัดได้จริงในเวลาเพียงสามวัน ในขณะเดียวกันก็อาจใช้เส้นทางนี้ผนวกกับเส้นทางท่องเที่ยวปกติอย่างบุโรพุทโธหรือเกาะบาหลีได้โดยใช้เวลาเที่ยวนานขึ้น เพื่อให้สามารถสัมผัสมนต์เสน่ห์ของประเทศอินโดนีเซีย เพื่อนบ้านอันกว้างใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีกด้วย

…………………………………………………………………………………………………………

ป.ล. องค์ความรู้จากการบรรยายให้แก่ศิษย์เก่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอาเซียน ในงานสานสัมพันธ์ศิษย์เก่าประจำปี 2558

Advertisements
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวอาเซียน และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s