KM #23 รัฐเคดะห์และเมืองอะลอร์สะตาร์ : อดีตเมืองไทรบุรีของสยาม

รัฐเคดะห์ และเมืองอะลอร์สะตาร์ : อดีตเมืองไทรบุรีของสยาม

โดย อ.ธนกฤต ลออสุวรรณ

เคดะห์ (Kedah) เป็นรัฐหนึ่งในจำนวน 12 รัฐของประเทศมาเลเซียส่วนที่เป็นภาคพื้นคาบสมุทร (มาเลเซียแบ่งการปกครองเป็นรัฐ ไม่ได้แบ่งเป็นจังหวัดแบบไทย) และเป็นหนึ่งใน 9 รัฐที่ยังมีกษัตริย์ปกครองซึ่งเรียกขานตามประเพณีมุสลิมว่า “สุลต่าน”

พื้นที่ 9,427 ตารางกิโลเมตรของรัฐเคดะห์ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากและสามารถปลูกข้าวได้ดีที่สุดจนได้รับสมญานามว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำของมาเลเซีย” รัฐเคดะห์ประกอบด้วยส่วนแผ่นดินใหญ่ซึ่งติดกับชายแดนประเทศไทยด้านจังหวัดสงขลาและยะลา และส่วนหมู่เกาะในทะเลอันดามันซึ่งมีเกาะลังกาวีเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด เมืองหลวงของรัฐเคดะห์ปัจจุบันคือ “เมืองอะลอร์สะตาร์” (Alor Setar) หรือที่ในอดีตเรียกกันว่าเมืองไทรบุรี ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

รัฐเคดะห์ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานเก่าแก่จนกล่าวว่าเป็นรัฐที่เก่าที่สุดในคาบสมุทรมลายู ตำนานพงศาวดารพื้นเมืองชื่อว่า ฮิกายัต มะโรง มหาวังศะ กล่าวว่า ต้นวงศ์กษัตริย์ผู้ปกครองเคดะห์นั้นมาจากกรุงโรม (คงเป็นเพียงตำนานเล่าต่อมาเท่านั้น) ได้ปกครองพื้นที่รัฐนี้มายาวนานนับพันปี แต่เดิมเคยเป็นรัฐที่นับถือศาสนาฮินดูและพุทธเป็นหลัก เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ดังที่ยังคงมีร่องรอยโบราณสถานเก่าแก่อยู่ที่หุบเขาบูจัง (Bujang Valley) ต่อมากษัตริย์ของเคดะห์ช่วงพุทศตวรรษที่ 18 นามว่า พระองค์มหาวังศะ ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม และสถาปนาฐานะเป็นสุลต่านตามประเพณีมุสลิม ใช้พระนามใหม่ว่า สุลต่านมุซซาฟาชาห์ (Sultan Mudzafar Shah) เคดะห์จึงกลายเป็นรัฐที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักนับแต่บัดนั้น

รัฐเคดะห์ดำรงสถานะเป็นรัฐอิสระมายาวนาน จนกระทั้งอาณาจักรสุลต่านมะละกา (Malacca Sultanate) เจริญขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 เคดะห์จึงตกอยู่ใต้อำนาจมะละกามานานนับร้อยปี เมื่อถึงช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สยามจึงได้พยายามทำสงครามเข้ายึดครองรัฐเคดะห์หลายครั้ง จนสุลต่านแห่งเคดะห์ยอมอ่อนน้อมเป็นเมืองประเทศราชของสยาม (เอกสารฝ่ายไทยจะเรียกชื่อรัฐนี้ว่า “ไทรบุรี”) โดยมีกำหนดให้สุลต่านต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมายังกรุงเทพฯทุกๆ 3 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดการปกครองเคดะห์ใหม่ในรูปแบบมณฑลเทศาภิบาล ชื่อว่า “มณฑลไทรบุรี” ซึ่งเป็นกระบวนการผนวกรัฐเคดะห์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของไทยโดยสมบูรณ์ แต่แล้วเมื่อถึงปี พ.ศ.2452 สยามก็ยอมทำสนธิสัญญายกสิทธิ์การปกครองรัฐเคดะห์ (ไทรบุรี) รวมถึงรัฐมลายูอื่นอีกสามรัฐให้แก่อังกฤษ ทำให้รัฐเคดะห์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมลายาที่อังกฤษปกครองในฐานะอาณานิคม เคดะห์เคยกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของไทยช่วงสั้นๆสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

เมื่อตนกูอับดุลเราะห์มาน (Tunku Abdul Rahman) โอรสของสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์แห่งเคดะห์ ประกาศอิสรภาพดินแดนมลายาจากอังกฤษ ก่อเกิดเป็นประเทศมาเลเซีย และได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซียด้วยเมื่อ พ.ศ.2500 รัฐเคดะห์ก็เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียโดยสมบูรณ์ สุลต่านแห่งเคดะห์ยังคงสืบทอดการเป็นประมุขของรัฐตามสายราชวงศ์สืบมาจนปัจจุบัน และผู้ครองราชย์ในตำแหน่งสุลต่านแห่งเคดะห์นี้ก็จะเป็นหนึ่งใน 9 ประมุขรัฐที่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่ง “สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย” (Yang di-Pertuan Agong) ได้ตามรัฐธรรมนูญของประเทศมาเลเซียอีกด้วย

เมืองอะลอร์สะตาร์ (Alor Setar) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเคดะห์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2278 (ร่วมสมัยอยุธยาตอนปลาย) โดยสุลต่านแห่งเคดะห์องค์ที่ 19 เป็นผู้สถาปนาเมืองนี้ ชื่ออะลอร์สะตาร์เป็นภาษามลายู แปลว่า “ลำน้ำมะปราง” เอกสารของไทยส่วนใหญ่เรียกชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองไทรบุรี” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสเมืองอะลอร์สะตาร์ถึง 2 ครั้งในสมัยที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ซึ่งทรงพอพระราชหฤทัยเมืองนี้พอสมควรเช่นกัน ปัจจุบันเมืองอะลอร์สะตาร์เป็นทั้งเมืองเก่าแก่ที่มีโบราณสถานทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง และเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองสมัยใหม่ของรัฐเคดะห์อีกด้วย

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่นักท่องเที่ยวมักจะมาชม เมื่อมาถึงเมืองอะลอร์สะตาร์ ได้แก่

  1. พระราชวังเดิมของสุลต่านแห่งเคดะห์ (Istana Kota Setar) เป็นพระราชวังเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2278 พร้อมๆกันกับการตั้งเมืองอะลอร์สะตาร์เป็นเมืองหลวง โดยสุลต่านมูฮัมหมัดจีวา (Sultan Muhammad Jiwa) สุลต่านองค์ที่ 19 แห่งเคดะห์ ตัวพระราชวังเดิมมีตำหนักที่สร้างด้วยเครื่องไม้ทั้งหมด แต่ก็ถูกทำลายลงหลายครั้งทั้งจากสงครามระหว่างเคดะห์กับชาวบูกิสจากรัฐสลังงอร์ และสงครามระหว่างเคดะห์กับกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช ภายหลังจึงได้มีการสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกสไตล์โคโลเนียล (Colonial style) ผสมผสานกับศิลปะมลายู ในปัจจุบันพระราชวังนี้ไม่ได้เป็นที่ประทับของสุลต่านแล้ว แต่ยังใช้ในพิธีการสำคัญและเปิดให้ประชาชนเข้าชมบางส่วน (พระราชวังปัจจุบันของสุลต่านแห่งเคดะห์ อยู่ที่ Anak Bukit ทางทิศเหนือของตัวเมือง) พื้นที่พระราชวังเดิมแห่งนี้ มีสองส่วนที่ควรเข้าชม ได้แก่

ท้องพระโรงบาไลเบซาร์ (Balai Besar) เป็นอาคารสองชั้นสูงโปร่งตั้งอยู่ด้านหน้าพระราชวัง ชื่อบาไลเบซาร์แปลเป็นภาษาไทยคือ “ศาลาใหญ่” ท้องพระโรงแห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ 300 ปีก่อนโดยสร้างเป็นอาคารไม้ทั้งหลัง แต่ก็ถูกทำลายลงหลายครั้งจากภัยสงคราม ท้องพระโรงปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์ (Sultan Abdul Hamid Halim Shah) เมื่อ พ.ศ.2439 โดยใช้สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุโรปและมลายู จุดเด่นคือตัวอาคารชั้นล่างเป็นแบบนีโอคลาสสิก ใช้เสาโรมันแบบโครินเธียนรองรับซุ้มโค้งต่อเนื่องกัน มีบันดทางขึ้นด้านหน้าเป็นบันไดโค้ง ตัวอาคารชั้นบนเป็นห้องโถงกว้างสร้างเครื่องไม้หลังคาทรงจั่วแบบมลายู ซึ่งมียอดจั่วไขว้กันคล้ายกาแลแต่มีส่วนประดับยื่นไปข้างหน้าคล้ายช่อฟ้า ที่นี่ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับสุลต่านเสด็จออกให้ข้าราชการเข้าเฝ้า รวมถึงใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆเช่น งานอภิเษกสมรสของโอรสธิดา 5 องค์ของสุลต่านเมื่อ พ.ศ.2447 ซึ่งเป็นงานแต่งงานที่ใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย และพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของสุลต่านอับดุลฮาลิมชาห์(Sultan Abdul Halim Shah)  เมื่อ พ.ศ.2501 ซึ่งปัจจุบันพระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง “สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย” ด้วย

บาไลเบซาร์6

ราชพิพิธภัณฑ์ (Muzium Diraja) เป็นอาคารสองแบบโคโลเนียลตั้งอยู่ด้านหลังท้องพระโรงบาไลเบซาร์ แต่เดิมเป็นหมู่ตำหนักสำหรับสุลต่านแห่งเคดะห์และพระชายารวมถึงโอรสธิดาประทับ เมื่อย้ายพระราชวังไปยัง Anak Bukit แล้วจึงปรับปรุงอาคารเหล่านี้ใช้เป็นราชพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และเครื่องใช้ของพระราชวงศ์เมืองไทรบุรี ส่วนที่สำคัญคือ ห้องนิทรรศการประวัติของตนกูอับดุลเราะห์มาน (Tunku Abdul Rahman) นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ผู้ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษและได้สมญานามว่าบิดาแห่งชาติ ซึ่งท่านตนกูเป็นโอรสของสุลต่านแห่งเคดะห์และเกิดที่พระราชวังแห่งนี้นี่เอง อีกส่วนที่น่าสนใจคือ ส่วนจัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์ (Sultan Abdul Hamid Halim Shah) รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สำคัญคือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า สมัยรัชกาลที่ 5

ราชพิพิธภัณฑ์5

  1. หอบาไลโน่บัต (Balai Nobat) ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าท้องพระโรงบาไลเบซาร์ สร้างขึ้นโดยสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์พร้อมๆกับบาไลเบซาร์ แทนที่หอเดิมที่เป็นเครื่องไม้ หอสูงแห่งนี้มีจุดเด่นตรงที่มียอดโดมสีเหลือง ภายในมีสามชั้น ชั้นบนสุดเป็นที่เก็บ “โน่บัต” เครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประโคมในพระราชพิธีต่างๆของสุลต่าน ตามตำนานกล่าวว่าโน่บัตถือเป็นเครื่องดนตรีเกียรติยศที่มีเฉพาะองค์สุลต่านเท่านั้น (เช่นเดียวกับเครื่องประโคมแตรสังข์กลองชนะของพระมหากษัตริย์ไทย) วงโน่บัตจะประกอบด้วย กลองเล็กโน่บัต 1 ปีสาระไน 1 แตรเงิน 1 กลองแขกสองหน้าอย่างกลองชนะ 2 ฆ้อง 1 ใช้ประโคมเมื่อมีพระราชพิธีสำคัญ

บาไลโน่บัต33

3. มัสยิดซาฮีร์ (Masjid Zahir) ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพระราชวังเดิม สามารถมองเห็นเด่นชัดจากท้องพระโรงบาไลเบซาร์ กล่าวกันว่าเป็นสถาปัตยกรรมสวยที่สุดแห่งหนึ่งของมาเลเซีย สร้างขึ้นโดยสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์ เมื่อ พ.ศ.2455 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากมัสยิดหลวงอัสสิซิ (Masjid Azizi) ของราชวงศ์ลังกัตในเกาะสุมาตรา จุดเด่นของมัสยิดซาฮีร์คือ การผสมศิลปะ 4 แบบจาก 4 ประเทศในอาคารหลังเดียวกัน ได้แก่

– หลังคาโดมแบบศิลปะราชวงศ์โมกุลของอินเดีย

– ซุ้มโค้งหยักแบบรวงผึ้งตามแบบศิลปะแขกมัวร์ของสเปน

– หอคอยรูปหลายเหลี่ยมแบบศิลปะราชวงศ์มัมลุกของอียิปต์

– หอสูงแหลมแบบศิลปะอ็อตโตมันของตุรกี

มัสยิดซาฮีร์198

ตามหลักของศาสนาอิสลาม จะไม่มีการทำรูปมนุษย์หรือรูปสัตว์ใดๆตกแต่งอาคาร มัสยิดซาฮีร์จึงไม่มีรูปมนุษย์หรือรูปสัตว์ใดๆเลย แต่จะตกแต่งอาคารโดยใช้ตัวอักษรภาษาอาหรับจารึกพระนามของอัลลอฮ์ ห้องโถงภายในมิสยิดตกแต่งด้วยโทนมสีอ่อนหวานอย่างสีฟ้าและสีขาว มีแท่นมิมบัรสำหรับผู้นำทางศาสนาเทศน์สอนพระคัมภีร์อัลกุรอ่านในวันสำคัญด้วย

………………………………………………………………………………………………………………………………

 

 

 

Advertisements

เกี่ยวกับ Jellyfish Marine

อดีตสาวยอดดอย 5.5 ปี.อนิเม.เที่ยว.ปลูกผัก.น้ำชา.เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่.แฟนเกิร์ลที่แทบไม่เคยเสียเงินให้แฟนด้อมใดๆเพราะโดนของกินดัก.ป่วยเรือแบบไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง.มีความสนใจหลายเรื่องแต่รู้ไม่ค่อยลึก กำลังพยายามหาเวลาศึกษามากกว่านี้.
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวอาเซียน, Uncategorized และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s