KM #24 ปีนัง เกาะหมาก : หลากมิติของเมืองมรดกโลก

ปีนัง เกาะหมาก : หลากมิติของเมืองมรดกโลก

โดย อ.ธนกฤต ลออสุวรรณ

 

ปีนัง (Penang) เป็นรัฐหนึ่งในจำนวน 12 รัฐของประเทศมาเลเซียส่วนที่เป็นภาคพื้นคาบสมุทร เช่นเดียวกับรัฐเคดะห์ พื้นที่ของรัฐปีนังแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เกาะปีนัง (ภาษามลายูเรียกว่า Pulau Pinang) และฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่เรียกว่า ไปร (Perai) หรือบัตเตอร์เวิร์ธ (Butterworth)  เมืองเอกของรัฐปีนังตั้งอยู่บนเกาะปีนังชื่อว่า เมืองจอร์จทาวน์ (Georgetown)

ในอดีตเกาะปีนังหรือที่คนไทยเรียกว่า “เกาะหมาก” เป็นเพียงเกาะที่มีแต่ป่าเขาและหมู่บ้านชาวประมง เกาะนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสุลต่านแห่งเคดะห์และไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนัก ผู้ที่มาบุกเบิกเกาะปีนังคือ กัปตันฟรานซิส ไลท์ (Francis Light) ตัวแทนของบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษเพื่อใช้เป็นท่าเรือ โดยฝ่ายอังกฤษทำสัญญาเช่าเกาะปีนังจากสุลต่านอับดุลเลาะห์แห่งเคดะห์ เมื่อ พ.ศ.2329 กัปตันไลท์ตั้งชื่อเกาะแห่งนี้ใหม่ว่า เกาะปรินส์ออฟเวลส์ (Prince of Wales island) และเริ่มมีการตั้งชุมชนเมืองตามแบบแผนเมืองอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งเมืองใหม่แห่งนี้ชื่อว่าจอร์จทาวน์ (Georgetown) อันมีที่มาจากพระนามของพระเจ้ายอร์ชที่ 3 กษัตริย์อังกฤษในสมัยนั้น

อังกฤษใช้ปีนังเป็นเมืองท่าและพัฒนาเป็นศูนย์กลางการปกครองอาณานิคมช่องแคบมะละกา (Straits Settlemants) มายาวนาน จนกล่าวได้ว่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ปีนังเป็นเมืองที่เจริญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากการพัฒนาบ้านเมืองของอังกฤษแล้ว เกาะปีนังยังเป็นที่รวมของถิ่นฐานผู้คนหลากเชื้อชาติ ทั้งชาวจีนที่อพยพมาทำมาหากินตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ชิงแล้วมีการแต่งงานกับคนพื้นเมืองจนกลายเป็นพวกเปอรานากัน (Peranakan) ชาวทมิฬอินเดียใต้ที่เข้ามาเป็นแรงงานสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้รัฐบาลอังกฤษ ชาวมลายูพื้นเมืองที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมแบบมุสลิม และชาวไทยสยามที่ไปมาหาสู่และอยู่อาศัยหลายชั่วอายุคน ด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาตินี่เองที่ทำให้ปีนังมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นของมาเลเซียอย่างชัดเจน ทั้งศิลปกรรม วิถีชีวิต ศาสนสถาน และวัฒนธรรมประเพณี แม้ว่าอังกฤษจะสละอาณานิคมแห่งนี้ไปเมื่อประเทศมาเลเซียประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ.2500 แต่รัฐบาลมาเลเซียก็ยังคงรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมเช่นนี้อันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะปีนังต่อไป จนกระทั่งสามารถเสนอชื่อเขตโบราณสถานและวัฒนธรรมเมืองจอร์จทาวน์เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (World Heritage) รับรองโดยองค์การ UNESCO ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2551

ปัจจุบัน ปีนังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของมาเลเซีย ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก เสน่ห์ของปีนังอยู่ที่ความหลากหลายที่หาได้ยากจากส่วนอื่นๆของประเทศมาเลเซีย ซึ่งอาจกล่าวได้ในมิติต่างๆดังนี้

1. ปีนัง : เกาะแห่งธรรมชาติ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะปีนังเป็นป่าเขา มีพื้นที่ราบอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองจอร์จทาวน์ ใจกลางเกาะปีนังมีแนวเทือกเขาใหญ่ที่ยังคงมีธรรมชาติสวยงามและเป็นแหล่งต้นน้ำของเกาะนี้ด้วย ยอดเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ปีนังฮิลล์” (Penang Hill) หรือที่ภาษามลายูเรียกว่า Bukit Bendera เป็นยอดเขาสูง 833 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล บนยอดเขาปีนังฮิลล์นี้มีอากาศเย็นสบายตลอดปีและมักจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นที่ราบประมาณ 5 องศาเสมอ อังกฤษพัฒนาปีนังฮิลล์ให้เป็นสถานที่ตากอากาศสำหรับข้าราชการและพ่อค้นคหบดีมาตั้งแต่ร้อยปีก่อน มีการสร้างที่พักและสวนพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขานี้ พร้อมทั้งสร้างรถรางขึ้นมาถึงยอดเขาตั้งแต่ พ.ศ.2467 ซึ่งเป็นรถรางขึ้นเขาที่เก่าที่สุดในภูมิภาคอาเซียน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เคยเสด็จประทับรถรางนี้ขึ้นมาบนยอดเขาเมื่อคราวที่เปิดใช้ระยะแรกด้วย

            เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาปีนังฮิลล์ นักท่องเที่ยวนิยมเดินเล่นตามชายขอบเขาเพื่อชมทิวทัศน์เบื้องล่างซึ่งจะมองเห็นตัวเมืองจอร์จทาวน์ได้อย่างชัดเจน รวมทั้งสะพานปีนังซึ่งเป็นสะพานที่ยาวที่สุดของประเทศมาเลเซียซึ่งเชื่อมต่อกับฝั่งแผ่นดินใหญ่อีกด้วย บริเวณโดยรอบของยอดเขาปีนังฮิลล์มีการจัดสวนตกแต่งไว้อย่างสวยงามท่ามกลางป่าธรรมชาติ อากาศบนนี้เย็นสบายตลอดปี บนยอดเขานี้มีศาสนสถานสำคัญ 2 แห่งคือ มัสยิดของชาวมุสลิมและเทวาลัยพระสกันทะของชาวฮินดู บ่งบอกถึงการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างศาสนาอย่างสงบสุข นอกจากนี้ยังมีที่พักหลายแบบ ทั้งบังกะโลโบราณแบบอังกฤษและรีสอร์ทสมัยใหม่บนยอดเขานี้อีกด้วย

2. ปีนัง : ความรุ่งเรืองของอาณานิคมอังกฤษ

ตั้งแต่กัปตันฟรานซิสไลท์ บุกเบิกตั้งเมืองจอร์จทาวน์เป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อสองร้อยปีก่อน ปีนังก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองสำคัญสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งตะวันออก” อังกฤษตั้งศูนย์ปกครองอาณานิคมช่องแคบมะละกา (Straits Settlemants) ที่นี่เพื่อดูแลรัฐต่างๆตลอดทั้งคาบสมุทรมาเลย์ มีการสร้างอาคารและสาธารณูปโภคต่างๆอย่างสวยงามทันสมัยเวลานั้น ร่องรอยความเจริญในยุคอาณานิคมอังกฤษยังเห็นได้จากสถานที่สำคัญหลายแห่งในหลายพื้นที่ของเมืองจอร์จทาวน์ เช่น

พื้นที่ปาดัง (Padang) เป็นภาษามลายูแปลว่า “สนาม” พื้นที่นี้เป็นท้องสนามกว้างอยู่ริมทะเลคล้ายกับสนามหลวงของกรุงเทพฯ รอบๆปาดังจะมีอาคารที่สำคัญที่อังกฤษสร้างไว้ ได้แก่ ป้อมคอนเวลลิส (Fort Cornwellis) ป้อมค่ายทหารแบบอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าที่สุดในปีนัง ป้อมแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยกัปตันไลท์บุกเบิกตั้งเมืองเมื่อสองร้อยปีก่อนและตั้งชื่อตามชื่อของข้าหลวงอังกฤษแห่งเบงกอลในเวลานั้น ป้อมนี้จะอยู่ทางตะวันออกของสนามปาดัง ส่วนทางตะวันตกจะมีอาคารใหญ่สวยงาม 2 หลังคือ ทาวน์ฮอลล์ (Town Hall) และซิตี้ฮอลล์ (City Hall) อังกฤษสร้างอาคารสองหลังนี้โดยวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน กล่าวคือ ทาวน์ฮอลล์ ใช้เป็นหอประชุมของเมืองและเป็นที่จัดการแสดงหรือจัดงานเลี้ยงต่างๆของทางราชการ ส่วนซิตี้ฮอลล์นั่นเป็นที่ทำการของรัฐบาลเสมือนเป็นศาลากลางจังหวัด ข้อแตกต่างกันระหว่างอาคารสองหลังนี้คือ ทาวน์ฮอลล์เป็นตึกเล็กกว่าทาสีเหลือง ส่วนซิตี้ฮอลล์เป็นตึกใหญ่กว่าทาสีขาว

บีชสตรีท (Beach Street) เป็นถนนที่สร้างขนานกับแนวชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันออกของเมืองจอร์จทาวน์ เริ่มจากบริเวณป้อมคอนเวลลิสทอดยาวมาทางใต้ ปัจจุบันชื่อถนนเป็นภาษามลายูว่า “Lebuh Pantai” สองข้างถนนบีชสตรีทแห่งนี้ เป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานเก่าแก่มีมาแต่สมัยอังกฤษปกครองมากมาย บรรยากาศคล้ายถนนราชดำเนินของกรุงเทพฯ ซึ่งโชคดีที่ทางการมาเลเซียยังรักษาบรรยากาศบีชสตรีทไว้เหมือนสมัยอาณานิคมเป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวมักจะมาเดินชมและถ่ายรูปตึกสำคัญหลายแห่งในบริเวณนี้ ซึ่งมีตั้งแต่สถาปัตยกรรมรุ่นนีโอคลาสสิกไปจนถึงยุคอาร์ตเดโค อย่างเช่น ตึกธนาคาร Royal Bank of Scotland ตึกธนาคาร Standard Chartered ตึก Penang Islamic Council เป็นต้น บรรยากาศเสมือนเดินอยู่ในเมืองยุโรปทีเดียว

3. ปีนัง : ความสมานฉันท์ท่ามกลางชาติพันธุ์อันหลากหลาย

แม้ว่าประชากรในปีนังจะเป็นคนเชื้อสายจีนมากกว่าครึ่งหนึ่ง (เป็นรัฐเดียวในมาเลเซียที่ประชากรจีนมากกว่าชาวมาเลย์ และมุขมนตรีแห่งรัฐเป็นคนจีน) แต่ประชากรเชื้อชาติอื่นๆทั้งชาวมลายูมุสลิมและชาวทมิฬจากอินเดียภาคใต้ ก็อยู่ร่วมกันในเมืองนี้อย่างสมานฉันท์และสงบสุข หลักฐานสำคัญที่เห็นเด่นชัดคือ “เส้นทางสมานฉันท์” (Journey of Harmony) ซึ่งเป็นนิยามที่ทางการมาเลเซียใช้โปรโมทถนนมัสยิดกะปิตันกลิง (Jalan Masjid Kapitan Keling) ถนนสายสำคัญใจกลางเมืองจอร์จทาวน์ เนื่องจากตลอดแนวถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของศาสนสถาน 4 ศาสนาของ 4 ชาติพันธุ์ซึ่งอยู่ร่วมกันด้วยดีมานับร้อยปี

เริ่มจากทางใต้สุดหัวถนนเป็นที่ตั้งของมัสยิดกะปิตันกะลิง (Masjid Kapitan Keling) ศาสนสถานศูนย์รวมใจของชาวมุสลิมในเมืองจอร์จทาวน์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสมัยราชวงศ์โมกุลของอินเดีย สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2344 เพื่อให้ข้าราชการและลูกจ้างที่เป็นชาวอินเดียมุสลิมและชาวมลายูได้ประกอบศาสนกิจ มัสยิดนี้ออกแบบ เมื่อเดินต่อขึ้นมาทางทิศเหนืออีกเล็กน้อย

ก็จะถึงย่าน Little India ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ของชาวทมิฬจากอินเดียภาคใต้ทั้งฮินดูและมุสลิมอยู่มาเป็นร้อยปี มีเทวสถานเก่าแก่ของศาสนาฮินดูเป็นหลักฐานสำคัญ นั้นคือ เทวสถานศรีมหามารีอัมมาน (Sri Mahamariamman Temple) เทวสถานแห่งนี้สร้างเสร็จภายหลังมัสยิดกะปิตันกะลิงไม่นานนัก เป็นเทวสถานที่เก่าแก่ที่สุดในเกาะปีนัง ความโดดเด่นทางศิลปกรรมอยู่ที่ซุ้มประตูที่เรียกว่า โคปุระ สูงเด่นตระหง่านประดับประดาด้วยรูปเทพเทวาต่างๆมากมายตามแบบนิยมของศิลปะทมิฬ พระเป็นเจ้าองค์ประธานในเทวสถานแห่งนี้คือ “เจ้าแม่มารีอัมมานเทวี” เทพธิดาผู้ปกป้องและปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ และถือว่าเป็นปางหนึ่งของ “พระอุมา” ชายาของพระศิวะด้วย

เพียงเดินต่อจนพ้นจากย่าน Little India ไปสักพัก ก็จะพบศาสนสถานรูปทรงเหมือนศาลเจ้าจีนโบราณทางซ้ายมือของถนนเส้นเดียวกัน ซึ่งก็คือ วัดกวนอิมเต็ง (Kwan Im Teng) กล่าวกันว่านี่คือวัดจีนที่เก่าที่สุดในเกาะปีนัง สร้างขึ้นช่วงเวลาเดียวกันกับมัสยิดกะปิตันกะลิง รูปทรงสถาปัตยกรรมเป็นแบบจีนฮกเกี้ยน ภายในประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิม (พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร) ซึ่งชาวจีนให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างสูง ดังจะเห็นได้จากธูปบูชาที่ถูกจุดถวายเจ้าแม่กวนอิมโดยผู้ศรัทธาชาวจีนมากมายในแต่ละวัน มีตั้งแต่ธูปก้านเล็กๆไปจนถึงธูปมังกรขนาดมหึมาสูงเท่าตัวคน

ปลายสุดถนนมัสยิดกะปิตันกะลิงทางทิศเหนือ คือที่ตั้งของโบสถ์เซนต์จอร์จ (St. George Church) ศาสนสถานของศาสนาคริสต์นิกายแองกลิคัน (Anglican) อายุ 200 ปีที่จัดว่าเป็นโบสถ์อังกฤษที่เก่าที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อสร้างขึ้นโดยบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษ เพื่อเป็นศาสนสถานหลักของชาวงอังกฤษในอาณานิคมแห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีลักษณะคล้ายสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ แต่มียอดโดมแหลมประดับไม้กางเขนเป็นสำคัญ

4. ปีนัง : จากวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเล สู่วิถีชีวิตชาวเปอรานากัน

ความมั่งคั่งรุ่งเรือของเกาะปีนังยุคอาณานิคม ดึงดูดใจให้ชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินที่นี่มาตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ชิง วัฒนธรรมที่โดดเด่นของชาวจีนโพ้นทะเลที่รอนแรมออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนนั้น ก็คือการรักพวกพ้องเครือญาติตามสายตระกูลเป็นสำคัญ เมื่อคนตระกูลแซ่ใดลงหลักปักฐานในปีนังมั่นคงแล้ว ก็มักจะชักชวนและช่วยเหลือเครือญาติในตระกูลแซ่เดียวกันให้มาอยู่ร่วมกันเสมอ ชุมชนแต่ละตระกูลแซ่มักจะต้องมี กงสี” (Kongsi) คือสมาคมตระกูลแซ่ต่างๆซึ่งต้องมีศาลเจ้าประจำตระกูลเพื่ออุทิศแด่บรรพบุรุษด้วย

ศาลเจ้ากงสี01

ในเมืองปีนังมีกงสีอยู่หลายตระกูล ซึ่งศาลเจ้าประจำตระกูลเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามอันแสดงถึงคุณธรรมเรื่องความกตัญญูต่อบรรพชน วัสดุก่อสร้างและสิ่งของประดับตกแต่งรวมทั้งช่างฝีมือล้วนนำเข้ามาจากประเทศจีนทั้งสิ้น ศาลเจ้าประจำตระกูลหลายแห่งในปีนังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงามของศิลปกรรมจีนแท้และศึกษาประวัติความเป็นมาของชาวจีนอพยพแต่ละตระกูลด้วย อย่างเช่น คูกงสี (Khoo Kongsi) เจียกงสี (Cheah Kongsi) โหย่วกงสี (Yeoh Kongsi) เป็นต้น บางตระกูลหากมีฐานะมั่งคั่งก็จะสร้างศาลเจ้าประจำตระกูลให้ใหญ่โต ยกพื้นสองชั้น ชั้นบนเป็นหอประดิษฐานเทพประจำตระกูลตามคติลัทธิเต๋ารวมถึงป้ายบูชาบรรพบุรุษ จุดเด่นคือหลังคาศาลเจ้าเหล่านี้มักจะทำรูปปลายโค้งแหลมเชิดขึ้นเหมือนหางนก ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆประดับเข้าชุดกันเป็นรูปช่อดอกไม้ขนาดใหญ่อย่างงดงาม ส่วนชั้นล่างของศาลเจ้ามักเป็นห้องโถงไว้ประกอบพิธีต่างๆในเครือญาติของตระกูลแซ่นั้นๆ

ชาวจีนที่มาอยู่ในปีนังมิได้มีเพียงชาวจีนแท้ที่อพยพเข้ามาหลายระลอกเท่านั้น แต่ยังมีชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอพพเข้ามาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกสร้างเมืองจอร์จทาวน์ ได้แต่งงานกับชาวมลายูพื้นเมืองจนมีลูกหลานต่อมาอีกทั้งยังรับวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าไปผสมผสานในวิถีชีวิตและคติความเชื่อด้วย ชาวจีนลูกผสมเหล่านนี้เรียกตนเองว่า “ชาวเปอรานากัน” (Peranakan) หรือที่รู้จักกันในนาม “บาบ๋าย่าหยา” (Bana-Nyonya) ผู้คนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมบางอย่างต่างไปจากชาวจีนทั่วไป และมักจะมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยอันเป็นผลมาจากการทำการค้าและธุรกิจเหมืองแร่ตั้งแต่สมัยอังกฤษ ในเมืองจอร์จทาวน์มีสถานที่สำคัญที่บ่งบอกความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของชาวเปอรานากันที่ไม่ควรพลาดชม นั่นคือ พิพิธภัณฑ์คฤหาสน์เปอรานากัน (Pinang Peranakan Mansion) ตึกหลังใหญ่สีเขียวสว่างสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2433 เดิมเป็นบ้านของกะปิตันจุงเก็งกวี่ (Chung Keng Kwee) หัวหน้าชุมชนจีนและเศรษฐีใหญ่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมโบราณวัตถุนับพันชิ้นที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตที่หรูหราและรสนิยมสูงของเศรษฐีชาวเปอรานากันในอดีต

คฤหสน์เปอรานากัน01คฤหสน์เปอรานากัน33

5. ปีนัง : สายสัมพันธ์กับสยามประเทศ

คนไทยสมัยก่อนรู้จักชื่อเกาะปีนังในนามว่า “เกาะหมาก” ซึ่งเป็นคำแปลตรงตัวจากภาษามลายู (Penang) ชาวไทยติดต่อไปมาหาสู่รวมถึงมาตั้งรกรากบนเกาะปีนังแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ดังจะเห็นได้จากร่องรอยของชุมชนชาวไทยในอดีตซึ่งมักจะมีวัดประจำชุมชนไว้เป็นที่ทำบุญบำเพ็ญกุศลตามประเพณีด้วย ซึ่งวัดไทยที่เก่าที่สุดในปีนังก็คือ วัดไชยมังคลาราม (วัดไทย) ตั้งอยู่ในย่านปุโลติกุส (Pulau Tikus) ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษแล้ว ผู้คนมักจะมากราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ซึ่งประดิษฐานในวิหารของวัดนี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเคยเสด็จมานมัสการเมื่อ พ.ศ.2505 และพระราชทานนามว่า “พระพุทธชัยมงคล” กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่งามที่สุดองค์หนึ่งในคาบสมุทรมลายู นอกจากนี้ที่ฝั่งตรงกันข้ามวัดไทยแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดธัมมิกการาม (วัดพม่า) วัดเก่าแก่ที่ชาวพม่าร่วมใจสร้างขึ้นไว้ทำบุญบำพ็ญกุศลของชุมชนตนเองอีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวมักจะมาทำบุญไหว้พระทั้งสองวัดนี้พร้อมๆกันเสมอเมื่อมาเที่ยวปีนัง

ปีนัง มีเรื่องราวความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับราชสำนักไทยอย่างชัดเจน เป็นจุดหมายสำคัญในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งยังคงมีอนุสรณ์การเสด็จพระราชดำเนินอยู่ในหลายสถานที่ สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ก็ได้เสด็จออกมาประทับลี้ภัยอยู่ที่เกาะปีนัง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ด้วย เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาไทย ต้นราชสกุล “ดิศกุล” และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระราชบิดาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ต้นราชสกุล “สวัสดิวัตน์” เป็นต้น นอกจากนี้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทยในอดีตหลายท่านก็มีที่พำนักอยู่ที่เกาะปีนังเช่นกัน

วัดปิ่นบังอร เป็นวัดไทยอีกแห่งหนึ่งในเกาะปีนังที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ชื่อเดิมของวัดเป็นภาษามลายูว่าวัดบาตูลันจัง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ เป็นผู้ประทานนามวัดใหม่เป็นภาษาไทยว่า “วัดปิ่นบังอร” และเมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยที่ลี้ภัยการเมืองมาอยู่ที่เกาะปีนัง ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ.2491 ก็ได้มีการบรรจุศพท่านเป็นการชั่วคราวไว้ที่วัดปิ่นบังอรนี้ด้วย ซึ่งปัจจุบันได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกถึงอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยไว้ที่วัดนี้ด้วย

การมาเที่ยวชมเกาะปีนังและเมืองจอร์จทาวน์ ไม่ได้เป็นเพียงการเที่ยวเล่นเพื่อความเพลิดเพลินเปล่าๆอย่างในเมืองท่องเที่ยวอื่นๆเท่านั้น  หากแต่ยังเป็นการมาทัศนศึกษาเพื่อทำความรู้จักวัฒนธรรมอันหลากหลายและเรื่องราวในประวัติศาสตร์หลากมิติ ที่หลอมรวมมายาวนานจนทำให้ปีนัง เป็นเมืองเก่าที่ทรงคุณค่าสมฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมลำดับต้นๆของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย เมื่อใครก็ตามได้ลองมาเที่ยวชมสัมผัสความร่ำรวยทางวัฒนธรรมที่ปีนังแล้ว ทุกคนก็จะหมดข้อสงสัยเลยว่า เหตุใดเมืองเก่าบนเกาะแห่งนี้จึงได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ให้เป็น “เมืองมรดกโลก” World Heritage Site ของยูเนสโก

 

………………………………………………………………………………………………………………………………

 

Advertisements

เกี่ยวกับ Jellyfish Marine

อดีตสาวยอดดอย 5.5 ปี.อนิเม.เที่ยว.ปลูกผัก.น้ำชา.เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่.แฟนเกิร์ลที่แทบไม่เคยเสียเงินให้แฟนด้อมใดๆเพราะโดนของกินดัก.ป่วยเรือแบบไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง.มีความสนใจหลายเรื่องแต่รู้ไม่ค่อยลึก กำลังพยายามหาเวลาศึกษามากกว่านี้.
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวอาเซียน, บริการวิชาการ และติดป้ายกำกับ , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s