KM #27 การนำเสนองานวิจัยใน Conference ต่างประเทศและแนวโน้วการเลือกประเด็นปัญหาการวิจัยในเอเชียแปซิฟิค

 

สรุปสาระสำคัญจากการบรรยายในหัวข้อ “การนำเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการในต่างประเทศและแนวโน้วการเลือกประเด็นปัญหาการวิจัยในเอเชียแปซิฟิค” (บรรยายใน KM Day)

โดย รศ.ดร.เลิศพร ภาระสกุล

ระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2559 รศ.ดร.เลิศพร ภาระสกุล ได้ไปร่วมนำเสนอผลงานในที่ประชุมวิชาการ APTA Conference 2016 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จึงได้นำหัวข้องานวิจัยที่มีการนำเสนอมาเล่าให้คณาจารย์ได้ทราบ โดยแบ่งออกเป็น 10 หัวข้อหลัก ดังนี้

  • Tourism Marketing
  • Special Interest Tourism
  • Special Issues
  • Human Resource Management & Information Technology
  • Mental Health
  • Education
  • Consumer Behavior
  • Corporate Social Responsibility
  • Destination Marketing
  • Ecotourism

รศ.ดร.เลิศพร ยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวนำเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการ โดยผู้นำเสนอควรเตรียมตัวตอบคำถามต่อไปนี้

• What contribution does this research make to a theory?
• What theory is this research based on?
• We are suffering finding a new research idea.
• Are there theories in tourism? Destination Life-cycle, Doxey’s Irridex, Tourist Motivation

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายได้ที่นี่ >> APTA Conference 2016

Advertisements
โพสท์ใน การวิจัย | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

KM #26 ย่านเก่าเมืองภูเก็ต ตึกเก่าสไตล์ “Sino – Portuguese”

ย่านเก่าเมืองภูเก็ต ตึกเก่าสไตล์ “Sino – Portuguese”

โดย อ.ยุวรี โชคสวนทรัพย์

รองคณบดีกิจการนักศึกษา ดร.อนันต์ เชี่ยวชาญกิจการ จัดงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ ในรูปแบบสัญจรไปภูเก็ต โดยมีการนำเสนอข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ของเมืองภูเก็ตที่น่าสนใจ สรุปได้ดังต่อไปนี้

เมืองภูเก็ตขึ้นชื่อเรื่องตึกเก่าสไตล์ ชิโนโปรตุกีส “Sino – Portuguese” อายุเป็นร้อยปีซึ่งยังคงสภาพดีและสวยงามน่าชมอยู่มาก คำว่า “Sino” หมายถึงคนจีน และคำว่า “Portuguese” หมายถึง โปรตุเกส สาเหตุที่ภูเก็ตมีตึกเก่าเยอะเพราะในอดีตราวสมัยรัชกาลที่ 4 – 5 เมืองนี้เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าดีบุก ทั้งคนจีน คนฝรั่งคนไทยมาลงทุนค้าขายกันมากจนเจริญรุ่งเรืองเป็นเถ้าแก่เศรษฐีมากมาย ส่งผลให้มีการสร้างบ้านแปงเมืองอย่างทันสมัย รูปแบบอาคารสถานที่ในภูเก็ตเอาแบบอย่างมาจากเมือง Georgetown ที่เกาะปีนัง ลักษณะสถาปัตยกรรมดังกล่าวจะมีเอกลักษณ์พิเศษโดยการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมยุโรปและศิลปะจีน กล่าวคือ “สถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม” หรือ “อาคารแบบโคโลเนียล”  ซึ่งด้านหน้าอาคารจะมีช่องโค้ง (arch) ต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดเป็นทางเดินเท้าสำหรับหลบแดด หลบฝนได้  ส่วนสิ่งที่ผสมผสานศิลปะจีนคือ ลวดลายการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงทำด้วยปูนปั้นระบายสีของช่างฝีมือจีนประดับอยู่บนโครงสร้างอาคาร บานประตูหน้าต่าง ตลอดจนการตกแต่งภายในที่มีลักษณะเป็นศิลปะแบบจีน

2222

แม้ว่าทุกวันนี้จะสิ้นสุดยุคเถ้าแก่เหมืองแร่ไปแล้ว แต่ร่องรอยความเจริญในอดีตของเมืองเก่าภูเก็ตยังคงปรากฏเป็นที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดอยู่ ส่วนมากตึกเก่าที่ภูเก็ตจะกระจุกตัวอยู่ในย่านถนนพังงา ถนนถลาง ถนนกระบี่ ถนนดีบุก และถนนเยาวราช

ในย่านเมืองเก่ามี “อ๊าม” หรือศาลเจ้าโบราณอยู่บ้าง อาทิ “ศาลเจ้าแสงธรรม” บริเวณตรอกเล็กๆ ตรงถนนพังงา มีอายุร่วมร้อยกว่าปีและเป็นศาลเจ้าของตระกูลแซ่ตัน แม้จะเป็นเพียงศาลเจ้าเล็กๆ แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ตรงที่ศาลเจ้านี้ได้รับการบูรณะอย่างดีเยี่ยมจากช่างฝีมือโดยอนุรักษ์ของเก่าแบบเดิมไว้ครบถ้วน หลังคาเป็นเก๋งจีนสไตล์ฮกเกี้ยน เน้นการประดับชิ้นกระเบื้องอย่างแพรวพราว มีลวดลายปูนปั้นเป็นฉากเรื่องในวรรณคดีจีนประดับเพิ่มเข้าไป

3333

โพสท์ใน การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวอาเซียน | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

KM#25 แนวปฏิบัติที่ดีด้านการเรียนการสอน

รวบรวมข้อเสนอแนะจากท่านอาจารย์สมบูรณ์วัลย์ จากการประกวด Best Practice ด้านการเรียนการสอน  คลิ้กเพื่อดาวน์โหลดที่นี่ Teaching

โพสท์ใน การประกันคุณภาพ, การเรียนการสอน | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

KM #24 ปีนัง เกาะหมาก : หลากมิติของเมืองมรดกโลก

ปีนัง เกาะหมาก : หลากมิติของเมืองมรดกโลก

โดย อ.ธนกฤต ลออสุวรรณ

 

ปีนัง (Penang) เป็นรัฐหนึ่งในจำนวน 12 รัฐของประเทศมาเลเซียส่วนที่เป็นภาคพื้นคาบสมุทร เช่นเดียวกับรัฐเคดะห์ พื้นที่ของรัฐปีนังแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เกาะปีนัง (ภาษามลายูเรียกว่า Pulau Pinang) และฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่เรียกว่า ไปร (Perai) หรือบัตเตอร์เวิร์ธ (Butterworth)  เมืองเอกของรัฐปีนังตั้งอยู่บนเกาะปีนังชื่อว่า เมืองจอร์จทาวน์ (Georgetown)

ในอดีตเกาะปีนังหรือที่คนไทยเรียกว่า “เกาะหมาก” เป็นเพียงเกาะที่มีแต่ป่าเขาและหมู่บ้านชาวประมง เกาะนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสุลต่านแห่งเคดะห์และไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนัก ผู้ที่มาบุกเบิกเกาะปีนังคือ กัปตันฟรานซิส ไลท์ (Francis Light) ตัวแทนของบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษเพื่อใช้เป็นท่าเรือ โดยฝ่ายอังกฤษทำสัญญาเช่าเกาะปีนังจากสุลต่านอับดุลเลาะห์แห่งเคดะห์ เมื่อ พ.ศ.2329 กัปตันไลท์ตั้งชื่อเกาะแห่งนี้ใหม่ว่า เกาะปรินส์ออฟเวลส์ (Prince of Wales island) และเริ่มมีการตั้งชุมชนเมืองตามแบบแผนเมืองอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งเมืองใหม่แห่งนี้ชื่อว่าจอร์จทาวน์ (Georgetown) อันมีที่มาจากพระนามของพระเจ้ายอร์ชที่ 3 กษัตริย์อังกฤษในสมัยนั้น

อังกฤษใช้ปีนังเป็นเมืองท่าและพัฒนาเป็นศูนย์กลางการปกครองอาณานิคมช่องแคบมะละกา (Straits Settlemants) มายาวนาน จนกล่าวได้ว่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ปีนังเป็นเมืองที่เจริญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากการพัฒนาบ้านเมืองของอังกฤษแล้ว เกาะปีนังยังเป็นที่รวมของถิ่นฐานผู้คนหลากเชื้อชาติ ทั้งชาวจีนที่อพยพมาทำมาหากินตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ชิงแล้วมีการแต่งงานกับคนพื้นเมืองจนกลายเป็นพวกเปอรานากัน (Peranakan) ชาวทมิฬอินเดียใต้ที่เข้ามาเป็นแรงงานสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้รัฐบาลอังกฤษ ชาวมลายูพื้นเมืองที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมแบบมุสลิม และชาวไทยสยามที่ไปมาหาสู่และอยู่อาศัยหลายชั่วอายุคน ด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาตินี่เองที่ทำให้ปีนังมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นของมาเลเซียอย่างชัดเจน ทั้งศิลปกรรม วิถีชีวิต ศาสนสถาน และวัฒนธรรมประเพณี แม้ว่าอังกฤษจะสละอาณานิคมแห่งนี้ไปเมื่อประเทศมาเลเซียประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ.2500 แต่รัฐบาลมาเลเซียก็ยังคงรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมเช่นนี้อันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะปีนังต่อไป จนกระทั่งสามารถเสนอชื่อเขตโบราณสถานและวัฒนธรรมเมืองจอร์จทาวน์เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (World Heritage) รับรองโดยองค์การ UNESCO ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2551

ปัจจุบัน ปีนังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของมาเลเซีย ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก เสน่ห์ของปีนังอยู่ที่ความหลากหลายที่หาได้ยากจากส่วนอื่นๆของประเทศมาเลเซีย ซึ่งอาจกล่าวได้ในมิติต่างๆดังนี้

1. ปีนัง : เกาะแห่งธรรมชาติ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะปีนังเป็นป่าเขา มีพื้นที่ราบอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองจอร์จทาวน์ ใจกลางเกาะปีนังมีแนวเทือกเขาใหญ่ที่ยังคงมีธรรมชาติสวยงามและเป็นแหล่งต้นน้ำของเกาะนี้ด้วย ยอดเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ปีนังฮิลล์” (Penang Hill) หรือที่ภาษามลายูเรียกว่า Bukit Bendera เป็นยอดเขาสูง 833 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล บนยอดเขาปีนังฮิลล์นี้มีอากาศเย็นสบายตลอดปีและมักจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นที่ราบประมาณ 5 องศาเสมอ อังกฤษพัฒนาปีนังฮิลล์ให้เป็นสถานที่ตากอากาศสำหรับข้าราชการและพ่อค้นคหบดีมาตั้งแต่ร้อยปีก่อน มีการสร้างที่พักและสวนพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขานี้ พร้อมทั้งสร้างรถรางขึ้นมาถึงยอดเขาตั้งแต่ พ.ศ.2467 ซึ่งเป็นรถรางขึ้นเขาที่เก่าที่สุดในภูมิภาคอาเซียน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เคยเสด็จประทับรถรางนี้ขึ้นมาบนยอดเขาเมื่อคราวที่เปิดใช้ระยะแรกด้วย

            เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาปีนังฮิลล์ นักท่องเที่ยวนิยมเดินเล่นตามชายขอบเขาเพื่อชมทิวทัศน์เบื้องล่างซึ่งจะมองเห็นตัวเมืองจอร์จทาวน์ได้อย่างชัดเจน รวมทั้งสะพานปีนังซึ่งเป็นสะพานที่ยาวที่สุดของประเทศมาเลเซียซึ่งเชื่อมต่อกับฝั่งแผ่นดินใหญ่อีกด้วย บริเวณโดยรอบของยอดเขาปีนังฮิลล์มีการจัดสวนตกแต่งไว้อย่างสวยงามท่ามกลางป่าธรรมชาติ อากาศบนนี้เย็นสบายตลอดปี บนยอดเขานี้มีศาสนสถานสำคัญ 2 แห่งคือ มัสยิดของชาวมุสลิมและเทวาลัยพระสกันทะของชาวฮินดู บ่งบอกถึงการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างศาสนาอย่างสงบสุข นอกจากนี้ยังมีที่พักหลายแบบ ทั้งบังกะโลโบราณแบบอังกฤษและรีสอร์ทสมัยใหม่บนยอดเขานี้อีกด้วย

2. ปีนัง : ความรุ่งเรืองของอาณานิคมอังกฤษ

ตั้งแต่กัปตันฟรานซิสไลท์ บุกเบิกตั้งเมืองจอร์จทาวน์เป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อสองร้อยปีก่อน ปีนังก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองสำคัญสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งตะวันออก” อังกฤษตั้งศูนย์ปกครองอาณานิคมช่องแคบมะละกา (Straits Settlemants) ที่นี่เพื่อดูแลรัฐต่างๆตลอดทั้งคาบสมุทรมาเลย์ มีการสร้างอาคารและสาธารณูปโภคต่างๆอย่างสวยงามทันสมัยเวลานั้น ร่องรอยความเจริญในยุคอาณานิคมอังกฤษยังเห็นได้จากสถานที่สำคัญหลายแห่งในหลายพื้นที่ของเมืองจอร์จทาวน์ เช่น

พื้นที่ปาดัง (Padang) เป็นภาษามลายูแปลว่า “สนาม” พื้นที่นี้เป็นท้องสนามกว้างอยู่ริมทะเลคล้ายกับสนามหลวงของกรุงเทพฯ รอบๆปาดังจะมีอาคารที่สำคัญที่อังกฤษสร้างไว้ ได้แก่ ป้อมคอนเวลลิส (Fort Cornwellis) ป้อมค่ายทหารแบบอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าที่สุดในปีนัง ป้อมแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยกัปตันไลท์บุกเบิกตั้งเมืองเมื่อสองร้อยปีก่อนและตั้งชื่อตามชื่อของข้าหลวงอังกฤษแห่งเบงกอลในเวลานั้น ป้อมนี้จะอยู่ทางตะวันออกของสนามปาดัง ส่วนทางตะวันตกจะมีอาคารใหญ่สวยงาม 2 หลังคือ ทาวน์ฮอลล์ (Town Hall) และซิตี้ฮอลล์ (City Hall) อังกฤษสร้างอาคารสองหลังนี้โดยวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน กล่าวคือ ทาวน์ฮอลล์ ใช้เป็นหอประชุมของเมืองและเป็นที่จัดการแสดงหรือจัดงานเลี้ยงต่างๆของทางราชการ ส่วนซิตี้ฮอลล์นั่นเป็นที่ทำการของรัฐบาลเสมือนเป็นศาลากลางจังหวัด ข้อแตกต่างกันระหว่างอาคารสองหลังนี้คือ ทาวน์ฮอลล์เป็นตึกเล็กกว่าทาสีเหลือง ส่วนซิตี้ฮอลล์เป็นตึกใหญ่กว่าทาสีขาว

บีชสตรีท (Beach Street) เป็นถนนที่สร้างขนานกับแนวชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันออกของเมืองจอร์จทาวน์ เริ่มจากบริเวณป้อมคอนเวลลิสทอดยาวมาทางใต้ ปัจจุบันชื่อถนนเป็นภาษามลายูว่า “Lebuh Pantai” สองข้างถนนบีชสตรีทแห่งนี้ เป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานเก่าแก่มีมาแต่สมัยอังกฤษปกครองมากมาย บรรยากาศคล้ายถนนราชดำเนินของกรุงเทพฯ ซึ่งโชคดีที่ทางการมาเลเซียยังรักษาบรรยากาศบีชสตรีทไว้เหมือนสมัยอาณานิคมเป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวมักจะมาเดินชมและถ่ายรูปตึกสำคัญหลายแห่งในบริเวณนี้ ซึ่งมีตั้งแต่สถาปัตยกรรมรุ่นนีโอคลาสสิกไปจนถึงยุคอาร์ตเดโค อย่างเช่น ตึกธนาคาร Royal Bank of Scotland ตึกธนาคาร Standard Chartered ตึก Penang Islamic Council เป็นต้น บรรยากาศเสมือนเดินอยู่ในเมืองยุโรปทีเดียว

3. ปีนัง : ความสมานฉันท์ท่ามกลางชาติพันธุ์อันหลากหลาย

แม้ว่าประชากรในปีนังจะเป็นคนเชื้อสายจีนมากกว่าครึ่งหนึ่ง (เป็นรัฐเดียวในมาเลเซียที่ประชากรจีนมากกว่าชาวมาเลย์ และมุขมนตรีแห่งรัฐเป็นคนจีน) แต่ประชากรเชื้อชาติอื่นๆทั้งชาวมลายูมุสลิมและชาวทมิฬจากอินเดียภาคใต้ ก็อยู่ร่วมกันในเมืองนี้อย่างสมานฉันท์และสงบสุข หลักฐานสำคัญที่เห็นเด่นชัดคือ “เส้นทางสมานฉันท์” (Journey of Harmony) ซึ่งเป็นนิยามที่ทางการมาเลเซียใช้โปรโมทถนนมัสยิดกะปิตันกลิง (Jalan Masjid Kapitan Keling) ถนนสายสำคัญใจกลางเมืองจอร์จทาวน์ เนื่องจากตลอดแนวถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของศาสนสถาน 4 ศาสนาของ 4 ชาติพันธุ์ซึ่งอยู่ร่วมกันด้วยดีมานับร้อยปี

เริ่มจากทางใต้สุดหัวถนนเป็นที่ตั้งของมัสยิดกะปิตันกะลิง (Masjid Kapitan Keling) ศาสนสถานศูนย์รวมใจของชาวมุสลิมในเมืองจอร์จทาวน์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสมัยราชวงศ์โมกุลของอินเดีย สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2344 เพื่อให้ข้าราชการและลูกจ้างที่เป็นชาวอินเดียมุสลิมและชาวมลายูได้ประกอบศาสนกิจ มัสยิดนี้ออกแบบ เมื่อเดินต่อขึ้นมาทางทิศเหนืออีกเล็กน้อย

ก็จะถึงย่าน Little India ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ของชาวทมิฬจากอินเดียภาคใต้ทั้งฮินดูและมุสลิมอยู่มาเป็นร้อยปี มีเทวสถานเก่าแก่ของศาสนาฮินดูเป็นหลักฐานสำคัญ นั้นคือ เทวสถานศรีมหามารีอัมมาน (Sri Mahamariamman Temple) เทวสถานแห่งนี้สร้างเสร็จภายหลังมัสยิดกะปิตันกะลิงไม่นานนัก เป็นเทวสถานที่เก่าแก่ที่สุดในเกาะปีนัง ความโดดเด่นทางศิลปกรรมอยู่ที่ซุ้มประตูที่เรียกว่า โคปุระ สูงเด่นตระหง่านประดับประดาด้วยรูปเทพเทวาต่างๆมากมายตามแบบนิยมของศิลปะทมิฬ พระเป็นเจ้าองค์ประธานในเทวสถานแห่งนี้คือ “เจ้าแม่มารีอัมมานเทวี” เทพธิดาผู้ปกป้องและปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ และถือว่าเป็นปางหนึ่งของ “พระอุมา” ชายาของพระศิวะด้วย

เพียงเดินต่อจนพ้นจากย่าน Little India ไปสักพัก ก็จะพบศาสนสถานรูปทรงเหมือนศาลเจ้าจีนโบราณทางซ้ายมือของถนนเส้นเดียวกัน ซึ่งก็คือ วัดกวนอิมเต็ง (Kwan Im Teng) กล่าวกันว่านี่คือวัดจีนที่เก่าที่สุดในเกาะปีนัง สร้างขึ้นช่วงเวลาเดียวกันกับมัสยิดกะปิตันกะลิง รูปทรงสถาปัตยกรรมเป็นแบบจีนฮกเกี้ยน ภายในประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิม (พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร) ซึ่งชาวจีนให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างสูง ดังจะเห็นได้จากธูปบูชาที่ถูกจุดถวายเจ้าแม่กวนอิมโดยผู้ศรัทธาชาวจีนมากมายในแต่ละวัน มีตั้งแต่ธูปก้านเล็กๆไปจนถึงธูปมังกรขนาดมหึมาสูงเท่าตัวคน

ปลายสุดถนนมัสยิดกะปิตันกะลิงทางทิศเหนือ คือที่ตั้งของโบสถ์เซนต์จอร์จ (St. George Church) ศาสนสถานของศาสนาคริสต์นิกายแองกลิคัน (Anglican) อายุ 200 ปีที่จัดว่าเป็นโบสถ์อังกฤษที่เก่าที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อสร้างขึ้นโดยบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษ เพื่อเป็นศาสนสถานหลักของชาวงอังกฤษในอาณานิคมแห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีลักษณะคล้ายสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ แต่มียอดโดมแหลมประดับไม้กางเขนเป็นสำคัญ

4. ปีนัง : จากวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเล สู่วิถีชีวิตชาวเปอรานากัน

ความมั่งคั่งรุ่งเรือของเกาะปีนังยุคอาณานิคม ดึงดูดใจให้ชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินที่นี่มาตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ชิง วัฒนธรรมที่โดดเด่นของชาวจีนโพ้นทะเลที่รอนแรมออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนนั้น ก็คือการรักพวกพ้องเครือญาติตามสายตระกูลเป็นสำคัญ เมื่อคนตระกูลแซ่ใดลงหลักปักฐานในปีนังมั่นคงแล้ว ก็มักจะชักชวนและช่วยเหลือเครือญาติในตระกูลแซ่เดียวกันให้มาอยู่ร่วมกันเสมอ ชุมชนแต่ละตระกูลแซ่มักจะต้องมี กงสี” (Kongsi) คือสมาคมตระกูลแซ่ต่างๆซึ่งต้องมีศาลเจ้าประจำตระกูลเพื่ออุทิศแด่บรรพบุรุษด้วย

ศาลเจ้ากงสี01

ในเมืองปีนังมีกงสีอยู่หลายตระกูล ซึ่งศาลเจ้าประจำตระกูลเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามอันแสดงถึงคุณธรรมเรื่องความกตัญญูต่อบรรพชน วัสดุก่อสร้างและสิ่งของประดับตกแต่งรวมทั้งช่างฝีมือล้วนนำเข้ามาจากประเทศจีนทั้งสิ้น ศาลเจ้าประจำตระกูลหลายแห่งในปีนังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงามของศิลปกรรมจีนแท้และศึกษาประวัติความเป็นมาของชาวจีนอพยพแต่ละตระกูลด้วย อย่างเช่น คูกงสี (Khoo Kongsi) เจียกงสี (Cheah Kongsi) โหย่วกงสี (Yeoh Kongsi) เป็นต้น บางตระกูลหากมีฐานะมั่งคั่งก็จะสร้างศาลเจ้าประจำตระกูลให้ใหญ่โต ยกพื้นสองชั้น ชั้นบนเป็นหอประดิษฐานเทพประจำตระกูลตามคติลัทธิเต๋ารวมถึงป้ายบูชาบรรพบุรุษ จุดเด่นคือหลังคาศาลเจ้าเหล่านี้มักจะทำรูปปลายโค้งแหลมเชิดขึ้นเหมือนหางนก ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆประดับเข้าชุดกันเป็นรูปช่อดอกไม้ขนาดใหญ่อย่างงดงาม ส่วนชั้นล่างของศาลเจ้ามักเป็นห้องโถงไว้ประกอบพิธีต่างๆในเครือญาติของตระกูลแซ่นั้นๆ

ชาวจีนที่มาอยู่ในปีนังมิได้มีเพียงชาวจีนแท้ที่อพยพเข้ามาหลายระลอกเท่านั้น แต่ยังมีชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอพพเข้ามาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกสร้างเมืองจอร์จทาวน์ ได้แต่งงานกับชาวมลายูพื้นเมืองจนมีลูกหลานต่อมาอีกทั้งยังรับวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าไปผสมผสานในวิถีชีวิตและคติความเชื่อด้วย ชาวจีนลูกผสมเหล่านนี้เรียกตนเองว่า “ชาวเปอรานากัน” (Peranakan) หรือที่รู้จักกันในนาม “บาบ๋าย่าหยา” (Bana-Nyonya) ผู้คนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมบางอย่างต่างไปจากชาวจีนทั่วไป และมักจะมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยอันเป็นผลมาจากการทำการค้าและธุรกิจเหมืองแร่ตั้งแต่สมัยอังกฤษ ในเมืองจอร์จทาวน์มีสถานที่สำคัญที่บ่งบอกความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของชาวเปอรานากันที่ไม่ควรพลาดชม นั่นคือ พิพิธภัณฑ์คฤหาสน์เปอรานากัน (Pinang Peranakan Mansion) ตึกหลังใหญ่สีเขียวสว่างสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2433 เดิมเป็นบ้านของกะปิตันจุงเก็งกวี่ (Chung Keng Kwee) หัวหน้าชุมชนจีนและเศรษฐีใหญ่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมโบราณวัตถุนับพันชิ้นที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตที่หรูหราและรสนิยมสูงของเศรษฐีชาวเปอรานากันในอดีต

คฤหสน์เปอรานากัน01คฤหสน์เปอรานากัน33

5. ปีนัง : สายสัมพันธ์กับสยามประเทศ

คนไทยสมัยก่อนรู้จักชื่อเกาะปีนังในนามว่า “เกาะหมาก” ซึ่งเป็นคำแปลตรงตัวจากภาษามลายู (Penang) ชาวไทยติดต่อไปมาหาสู่รวมถึงมาตั้งรกรากบนเกาะปีนังแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ดังจะเห็นได้จากร่องรอยของชุมชนชาวไทยในอดีตซึ่งมักจะมีวัดประจำชุมชนไว้เป็นที่ทำบุญบำเพ็ญกุศลตามประเพณีด้วย ซึ่งวัดไทยที่เก่าที่สุดในปีนังก็คือ วัดไชยมังคลาราม (วัดไทย) ตั้งอยู่ในย่านปุโลติกุส (Pulau Tikus) ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษแล้ว ผู้คนมักจะมากราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ซึ่งประดิษฐานในวิหารของวัดนี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเคยเสด็จมานมัสการเมื่อ พ.ศ.2505 และพระราชทานนามว่า “พระพุทธชัยมงคล” กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่งามที่สุดองค์หนึ่งในคาบสมุทรมลายู นอกจากนี้ที่ฝั่งตรงกันข้ามวัดไทยแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดธัมมิกการาม (วัดพม่า) วัดเก่าแก่ที่ชาวพม่าร่วมใจสร้างขึ้นไว้ทำบุญบำพ็ญกุศลของชุมชนตนเองอีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวมักจะมาทำบุญไหว้พระทั้งสองวัดนี้พร้อมๆกันเสมอเมื่อมาเที่ยวปีนัง

ปีนัง มีเรื่องราวความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับราชสำนักไทยอย่างชัดเจน เป็นจุดหมายสำคัญในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งยังคงมีอนุสรณ์การเสด็จพระราชดำเนินอยู่ในหลายสถานที่ สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ก็ได้เสด็จออกมาประทับลี้ภัยอยู่ที่เกาะปีนัง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ด้วย เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาไทย ต้นราชสกุล “ดิศกุล” และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระราชบิดาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ต้นราชสกุล “สวัสดิวัตน์” เป็นต้น นอกจากนี้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทยในอดีตหลายท่านก็มีที่พำนักอยู่ที่เกาะปีนังเช่นกัน

วัดปิ่นบังอร เป็นวัดไทยอีกแห่งหนึ่งในเกาะปีนังที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ชื่อเดิมของวัดเป็นภาษามลายูว่าวัดบาตูลันจัง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ เป็นผู้ประทานนามวัดใหม่เป็นภาษาไทยว่า “วัดปิ่นบังอร” และเมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยที่ลี้ภัยการเมืองมาอยู่ที่เกาะปีนัง ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ.2491 ก็ได้มีการบรรจุศพท่านเป็นการชั่วคราวไว้ที่วัดปิ่นบังอรนี้ด้วย ซึ่งปัจจุบันได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกถึงอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยไว้ที่วัดนี้ด้วย

การมาเที่ยวชมเกาะปีนังและเมืองจอร์จทาวน์ ไม่ได้เป็นเพียงการเที่ยวเล่นเพื่อความเพลิดเพลินเปล่าๆอย่างในเมืองท่องเที่ยวอื่นๆเท่านั้น  หากแต่ยังเป็นการมาทัศนศึกษาเพื่อทำความรู้จักวัฒนธรรมอันหลากหลายและเรื่องราวในประวัติศาสตร์หลากมิติ ที่หลอมรวมมายาวนานจนทำให้ปีนัง เป็นเมืองเก่าที่ทรงคุณค่าสมฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมลำดับต้นๆของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย เมื่อใครก็ตามได้ลองมาเที่ยวชมสัมผัสความร่ำรวยทางวัฒนธรรมที่ปีนังแล้ว ทุกคนก็จะหมดข้อสงสัยเลยว่า เหตุใดเมืองเก่าบนเกาะแห่งนี้จึงได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ให้เป็น “เมืองมรดกโลก” World Heritage Site ของยูเนสโก

 

………………………………………………………………………………………………………………………………

 

โพสท์ใน การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวอาเซียน, บริการวิชาการ | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

KM #23 รัฐเคดะห์และเมืองอะลอร์สะตาร์ : อดีตเมืองไทรบุรีของสยาม

รัฐเคดะห์ และเมืองอะลอร์สะตาร์ : อดีตเมืองไทรบุรีของสยาม

โดย อ.ธนกฤต ลออสุวรรณ

เคดะห์ (Kedah) เป็นรัฐหนึ่งในจำนวน 12 รัฐของประเทศมาเลเซียส่วนที่เป็นภาคพื้นคาบสมุทร (มาเลเซียแบ่งการปกครองเป็นรัฐ ไม่ได้แบ่งเป็นจังหวัดแบบไทย) และเป็นหนึ่งใน 9 รัฐที่ยังมีกษัตริย์ปกครองซึ่งเรียกขานตามประเพณีมุสลิมว่า “สุลต่าน”

พื้นที่ 9,427 ตารางกิโลเมตรของรัฐเคดะห์ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากและสามารถปลูกข้าวได้ดีที่สุดจนได้รับสมญานามว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำของมาเลเซีย” รัฐเคดะห์ประกอบด้วยส่วนแผ่นดินใหญ่ซึ่งติดกับชายแดนประเทศไทยด้านจังหวัดสงขลาและยะลา และส่วนหมู่เกาะในทะเลอันดามันซึ่งมีเกาะลังกาวีเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด เมืองหลวงของรัฐเคดะห์ปัจจุบันคือ “เมืองอะลอร์สะตาร์” (Alor Setar) หรือที่ในอดีตเรียกกันว่าเมืองไทรบุรี ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

รัฐเคดะห์ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานเก่าแก่จนกล่าวว่าเป็นรัฐที่เก่าที่สุดในคาบสมุทรมลายู ตำนานพงศาวดารพื้นเมืองชื่อว่า ฮิกายัต มะโรง มหาวังศะ กล่าวว่า ต้นวงศ์กษัตริย์ผู้ปกครองเคดะห์นั้นมาจากกรุงโรม (คงเป็นเพียงตำนานเล่าต่อมาเท่านั้น) ได้ปกครองพื้นที่รัฐนี้มายาวนานนับพันปี แต่เดิมเคยเป็นรัฐที่นับถือศาสนาฮินดูและพุทธเป็นหลัก เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ดังที่ยังคงมีร่องรอยโบราณสถานเก่าแก่อยู่ที่หุบเขาบูจัง (Bujang Valley) ต่อมากษัตริย์ของเคดะห์ช่วงพุทศตวรรษที่ 18 นามว่า พระองค์มหาวังศะ ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม และสถาปนาฐานะเป็นสุลต่านตามประเพณีมุสลิม ใช้พระนามใหม่ว่า สุลต่านมุซซาฟาชาห์ (Sultan Mudzafar Shah) เคดะห์จึงกลายเป็นรัฐที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักนับแต่บัดนั้น

รัฐเคดะห์ดำรงสถานะเป็นรัฐอิสระมายาวนาน จนกระทั้งอาณาจักรสุลต่านมะละกา (Malacca Sultanate) เจริญขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 เคดะห์จึงตกอยู่ใต้อำนาจมะละกามานานนับร้อยปี เมื่อถึงช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สยามจึงได้พยายามทำสงครามเข้ายึดครองรัฐเคดะห์หลายครั้ง จนสุลต่านแห่งเคดะห์ยอมอ่อนน้อมเป็นเมืองประเทศราชของสยาม (เอกสารฝ่ายไทยจะเรียกชื่อรัฐนี้ว่า “ไทรบุรี”) โดยมีกำหนดให้สุลต่านต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมายังกรุงเทพฯทุกๆ 3 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดการปกครองเคดะห์ใหม่ในรูปแบบมณฑลเทศาภิบาล ชื่อว่า “มณฑลไทรบุรี” ซึ่งเป็นกระบวนการผนวกรัฐเคดะห์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของไทยโดยสมบูรณ์ แต่แล้วเมื่อถึงปี พ.ศ.2452 สยามก็ยอมทำสนธิสัญญายกสิทธิ์การปกครองรัฐเคดะห์ (ไทรบุรี) รวมถึงรัฐมลายูอื่นอีกสามรัฐให้แก่อังกฤษ ทำให้รัฐเคดะห์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมลายาที่อังกฤษปกครองในฐานะอาณานิคม เคดะห์เคยกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของไทยช่วงสั้นๆสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

เมื่อตนกูอับดุลเราะห์มาน (Tunku Abdul Rahman) โอรสของสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์แห่งเคดะห์ ประกาศอิสรภาพดินแดนมลายาจากอังกฤษ ก่อเกิดเป็นประเทศมาเลเซีย และได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซียด้วยเมื่อ พ.ศ.2500 รัฐเคดะห์ก็เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียโดยสมบูรณ์ สุลต่านแห่งเคดะห์ยังคงสืบทอดการเป็นประมุขของรัฐตามสายราชวงศ์สืบมาจนปัจจุบัน และผู้ครองราชย์ในตำแหน่งสุลต่านแห่งเคดะห์นี้ก็จะเป็นหนึ่งใน 9 ประมุขรัฐที่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่ง “สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย” (Yang di-Pertuan Agong) ได้ตามรัฐธรรมนูญของประเทศมาเลเซียอีกด้วย

เมืองอะลอร์สะตาร์ (Alor Setar) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเคดะห์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2278 (ร่วมสมัยอยุธยาตอนปลาย) โดยสุลต่านแห่งเคดะห์องค์ที่ 19 เป็นผู้สถาปนาเมืองนี้ ชื่ออะลอร์สะตาร์เป็นภาษามลายู แปลว่า “ลำน้ำมะปราง” เอกสารของไทยส่วนใหญ่เรียกชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองไทรบุรี” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสเมืองอะลอร์สะตาร์ถึง 2 ครั้งในสมัยที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ซึ่งทรงพอพระราชหฤทัยเมืองนี้พอสมควรเช่นกัน ปัจจุบันเมืองอะลอร์สะตาร์เป็นทั้งเมืองเก่าแก่ที่มีโบราณสถานทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง และเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองสมัยใหม่ของรัฐเคดะห์อีกด้วย

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่นักท่องเที่ยวมักจะมาชม เมื่อมาถึงเมืองอะลอร์สะตาร์ ได้แก่

  1. พระราชวังเดิมของสุลต่านแห่งเคดะห์ (Istana Kota Setar) เป็นพระราชวังเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2278 พร้อมๆกันกับการตั้งเมืองอะลอร์สะตาร์เป็นเมืองหลวง โดยสุลต่านมูฮัมหมัดจีวา (Sultan Muhammad Jiwa) สุลต่านองค์ที่ 19 แห่งเคดะห์ ตัวพระราชวังเดิมมีตำหนักที่สร้างด้วยเครื่องไม้ทั้งหมด แต่ก็ถูกทำลายลงหลายครั้งทั้งจากสงครามระหว่างเคดะห์กับชาวบูกิสจากรัฐสลังงอร์ และสงครามระหว่างเคดะห์กับกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช ภายหลังจึงได้มีการสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกสไตล์โคโลเนียล (Colonial style) ผสมผสานกับศิลปะมลายู ในปัจจุบันพระราชวังนี้ไม่ได้เป็นที่ประทับของสุลต่านแล้ว แต่ยังใช้ในพิธีการสำคัญและเปิดให้ประชาชนเข้าชมบางส่วน (พระราชวังปัจจุบันของสุลต่านแห่งเคดะห์ อยู่ที่ Anak Bukit ทางทิศเหนือของตัวเมือง) พื้นที่พระราชวังเดิมแห่งนี้ มีสองส่วนที่ควรเข้าชม ได้แก่

ท้องพระโรงบาไลเบซาร์ (Balai Besar) เป็นอาคารสองชั้นสูงโปร่งตั้งอยู่ด้านหน้าพระราชวัง ชื่อบาไลเบซาร์แปลเป็นภาษาไทยคือ “ศาลาใหญ่” ท้องพระโรงแห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ 300 ปีก่อนโดยสร้างเป็นอาคารไม้ทั้งหลัง แต่ก็ถูกทำลายลงหลายครั้งจากภัยสงคราม ท้องพระโรงปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์ (Sultan Abdul Hamid Halim Shah) เมื่อ พ.ศ.2439 โดยใช้สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุโรปและมลายู จุดเด่นคือตัวอาคารชั้นล่างเป็นแบบนีโอคลาสสิก ใช้เสาโรมันแบบโครินเธียนรองรับซุ้มโค้งต่อเนื่องกัน มีบันดทางขึ้นด้านหน้าเป็นบันไดโค้ง ตัวอาคารชั้นบนเป็นห้องโถงกว้างสร้างเครื่องไม้หลังคาทรงจั่วแบบมลายู ซึ่งมียอดจั่วไขว้กันคล้ายกาแลแต่มีส่วนประดับยื่นไปข้างหน้าคล้ายช่อฟ้า ที่นี่ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับสุลต่านเสด็จออกให้ข้าราชการเข้าเฝ้า รวมถึงใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆเช่น งานอภิเษกสมรสของโอรสธิดา 5 องค์ของสุลต่านเมื่อ พ.ศ.2447 ซึ่งเป็นงานแต่งงานที่ใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย และพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของสุลต่านอับดุลฮาลิมชาห์(Sultan Abdul Halim Shah)  เมื่อ พ.ศ.2501 ซึ่งปัจจุบันพระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง “สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย” ด้วย

บาไลเบซาร์6

ราชพิพิธภัณฑ์ (Muzium Diraja) เป็นอาคารสองแบบโคโลเนียลตั้งอยู่ด้านหลังท้องพระโรงบาไลเบซาร์ แต่เดิมเป็นหมู่ตำหนักสำหรับสุลต่านแห่งเคดะห์และพระชายารวมถึงโอรสธิดาประทับ เมื่อย้ายพระราชวังไปยัง Anak Bukit แล้วจึงปรับปรุงอาคารเหล่านี้ใช้เป็นราชพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และเครื่องใช้ของพระราชวงศ์เมืองไทรบุรี ส่วนที่สำคัญคือ ห้องนิทรรศการประวัติของตนกูอับดุลเราะห์มาน (Tunku Abdul Rahman) นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ผู้ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษและได้สมญานามว่าบิดาแห่งชาติ ซึ่งท่านตนกูเป็นโอรสของสุลต่านแห่งเคดะห์และเกิดที่พระราชวังแห่งนี้นี่เอง อีกส่วนที่น่าสนใจคือ ส่วนจัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์ (Sultan Abdul Hamid Halim Shah) รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สำคัญคือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า สมัยรัชกาลที่ 5

ราชพิพิธภัณฑ์5

  1. หอบาไลโน่บัต (Balai Nobat) ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าท้องพระโรงบาไลเบซาร์ สร้างขึ้นโดยสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์พร้อมๆกับบาไลเบซาร์ แทนที่หอเดิมที่เป็นเครื่องไม้ หอสูงแห่งนี้มีจุดเด่นตรงที่มียอดโดมสีเหลือง ภายในมีสามชั้น ชั้นบนสุดเป็นที่เก็บ “โน่บัต” เครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประโคมในพระราชพิธีต่างๆของสุลต่าน ตามตำนานกล่าวว่าโน่บัตถือเป็นเครื่องดนตรีเกียรติยศที่มีเฉพาะองค์สุลต่านเท่านั้น (เช่นเดียวกับเครื่องประโคมแตรสังข์กลองชนะของพระมหากษัตริย์ไทย) วงโน่บัตจะประกอบด้วย กลองเล็กโน่บัต 1 ปีสาระไน 1 แตรเงิน 1 กลองแขกสองหน้าอย่างกลองชนะ 2 ฆ้อง 1 ใช้ประโคมเมื่อมีพระราชพิธีสำคัญ

บาไลโน่บัต33

3. มัสยิดซาฮีร์ (Masjid Zahir) ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพระราชวังเดิม สามารถมองเห็นเด่นชัดจากท้องพระโรงบาไลเบซาร์ กล่าวกันว่าเป็นสถาปัตยกรรมสวยที่สุดแห่งหนึ่งของมาเลเซีย สร้างขึ้นโดยสุลต่านอับดุลฮามิดฮาลิมชาห์ เมื่อ พ.ศ.2455 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากมัสยิดหลวงอัสสิซิ (Masjid Azizi) ของราชวงศ์ลังกัตในเกาะสุมาตรา จุดเด่นของมัสยิดซาฮีร์คือ การผสมศิลปะ 4 แบบจาก 4 ประเทศในอาคารหลังเดียวกัน ได้แก่

– หลังคาโดมแบบศิลปะราชวงศ์โมกุลของอินเดีย

– ซุ้มโค้งหยักแบบรวงผึ้งตามแบบศิลปะแขกมัวร์ของสเปน

– หอคอยรูปหลายเหลี่ยมแบบศิลปะราชวงศ์มัมลุกของอียิปต์

– หอสูงแหลมแบบศิลปะอ็อตโตมันของตุรกี

มัสยิดซาฮีร์198

ตามหลักของศาสนาอิสลาม จะไม่มีการทำรูปมนุษย์หรือรูปสัตว์ใดๆตกแต่งอาคาร มัสยิดซาฮีร์จึงไม่มีรูปมนุษย์หรือรูปสัตว์ใดๆเลย แต่จะตกแต่งอาคารโดยใช้ตัวอักษรภาษาอาหรับจารึกพระนามของอัลลอฮ์ ห้องโถงภายในมิสยิดตกแต่งด้วยโทนมสีอ่อนหวานอย่างสีฟ้าและสีขาว มีแท่นมิมบัรสำหรับผู้นำทางศาสนาเทศน์สอนพระคัมภีร์อัลกุรอ่านในวันสำคัญด้วย

………………………………………………………………………………………………………………………………

 

 

 

โพสท์ใน การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวอาเซียน, Uncategorized | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

KM #22 ข้อแนะนำในการเขียนบทความวิชาการ จากกิจกรรม Academic Paper Writing Workshop

ข้อแนะนำในการเขียนบทความวิชาการ จากกิจกรรม Academic Paper Writing Workshop

สรุปและเรียงเรียงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑกานติ  ชุบชูวงศ์

 

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ได้จัด Academic Paper Writing Workshop เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้

รองศาสตราจารย์ ดร.อัศวิน  แสงพิกุล   ให้ข้อเสนอแนะว่า บทความวิชาการ คือ งานเขียนที่มีกระบวนการวิเคราะห์เป็นองค์ประกอบหลัก บทความวิชาการควรให้ความรู้ใหม่ หรือ แนวคิดใหม่ๆ อาจารย์สามารถนำประเด็นจากวิชาที่สอนมาเขียนได้

ประเด็นที่แนะนำและคิดว่าน่าสนใจที่จะเขียนในช่วงนี้ คือ

  • CSR ของโรงแรม
  • Service Quality โดยเฉพาะสำหรับโรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลาง
  • Green marketing ของโรงแรม
  • Product Positioning หรือ Product Differentiation สำหรับโรงแรมขนาดเล็ก

รองศาสตราจารย์ ดร.เลิศพร  ภาระสกุล  ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า อาจารย์มีความจำเป็นต้องทำวิจัยเพื่อพัฒนาตนเองและเผยแพร่ชื่อเสียงของสาขาวิชาให้เป็นที่รู้จักและนอกจากนี้ ยังเป็นข้อกำหนดของภายนอก (สกอ.) การเขียนบทความวิชาการหรือบทความวิจัย จำเป็นต้องมีข้อมูล (Data) ท่านเองมีความถนัดและการทำวิจัยเชิงปริมาณ และมีโอกาสดีที่ได้สอนวิชาวิจัยและพฤติกรรมนักท่องเที่ยว    จึงได้มีโอกาสให้นักศึกษามีส่วนช่วยและอยู่ในกระบวนการวิจัยด้วย นักวิจัยต้องมีความสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วติดตามงานเขียนในเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่อง การเขียนบทความวิชาการ หรือบทความวิจัยควรมี Scope ในการเขียนโดยอาจทำเป็น Model เล็กๆ ก่อนก็ได้

นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑกานติ  ชุบชูวงศ์ แนะนำให้อาจารย์หาประเด็นที่สนใจมากๆ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และได้แจกเอกสารแนวทางการเขียนบทความวิชาการที่นำมาจาก r2r.mahidol.ac.th/admin/mahidol r2r journal

คลิ้กที่นี่เพื่อดาวน์โหลด สไลด์นำเสนองาน Acedemic Paper Writing Workshop

โพสท์ใน การวิจัย | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

KM #21 แนะนำเส้นทางท่องเที่ยว “ย่ำแดนภูเขาไฟในชวาตะวันออก” ประเทศอินโดนีเซีย

แนะนำเส้นทางท่องเที่ยว “ย่ำแดนภูเขาไฟในชวาตะวันออก” ประเทศอินโดนีเซีย

โดย อ.ธนกฤต ลออสุวรรณ

DSC05888

เมื่อกล่าวถึงการท่องเที่ยวหรือเส้นทางทัวร์ที่ประเทศอินโดนีเซีย เรามักจะนึกถึงเส้นทางยอดนิยมอย่าง “เกาะบาหลี” หรือ “บุโรพุทโธ” ซึ่งนักท่องเที่ยวรู้จักกันดีอยู่แล้วและมีบริษัทนำเที่ยวจัดทัวร์ไปเส้นทางนี้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ด้วยความกว้างขวางของพื้นที่ประเทศอินโดนีเซียซึ่งกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน ทำให้ประเทศนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมายที่สามารถจัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อทำเป็นโปรแกรมทัวร์ได้ หนึ่งในนั้นคือ “เส้นทางย่ำแดนภูเขาไฟในชวาตะวันออก”

จังหวัดชวาตะวันออก (Jawa Timur) ตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญสองส่วน คือเกาะบาหลีที่อยู่ทางตะวันออก และกลุ่มโบราณสถานบุโรพุทโธในชวาภาคกลางที่อยู่ทางตะวันตก เมืองหลักที่เป็นประตูสู่ชวาตะวันออกคือเมืองสุราบายา (Surabaya) ซึ่งมีท่าอากาศยานนานาชาติรองรับเที่ยวบินจากประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียน แหล่งท่องเที่ยวเด่นๆในจังหวัดชวาตะวันออกมีอยู่ 2 ประเภท คือ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติซึ่งที่นี่มีชื่อเสียงมากเพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟโบรโม่ (Bromo) อันมีทัศนียภาพสวยงามยิ่งใหญ่และเดินทางไปชมได้โดยสะดวก และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับอาณาจักรมัชปาหิตโบราณ ที่ยังคงมีโบราณสถานหลายแห่งให้เที่ยวชมทั้งที่เมืองโทรวูลัน (Trowulan) และเมืองมาลัง (Malang) การจัดรายการนำเที่ยวจึงอาจจะผสมผสานแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 2 รูปแบบนี้ไว้ในโปรแกรมเดียวกันได้

…………………………………………………………………………………………………………

ตัวอย่างรายการนำเที่ยวชวาตะวันออก แบบ 3 วัน 2 คืน อาจทำได้ดังนี้

 

วันแรก…เดินทางถึงท่าอากาศยานานาชาติเมืองสุราบายา แวะเข้าไปในตัวเมืองเพื่อนมัสการ “โจโกโดลก” (Joko Dolog) แปลเป็นไทยว่า “หลวงพ่ออ้วน” (The Fat Monk) เป็นพระพุทธรูปฉลองพระพระองค์ของพระเจ้ากฤตนคร (King Kertanagara) กษัตริย์แห่งอาณาจักรสิงหาส่าหรี ผู้ปกครองดินแดนชวาตะวันออกเมื่อ 700 ปีก่อน พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระปางมารวิชัย เชื่อถือกันตามลัทธิมหายานว่าคือ “พระธยานิพุทธอักโษภยะ” พระพุทธเจ้าผู้ครองสวรรค์ทางทิศตะวันออก

หลวงพ่ออ้วน-544

เสร็จแล้วออกจากสุราบายา เดินทางต่อลงมายังภูเขาเปหนังกุหงัน (Gunung Penanggungan) ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ทรวดทรงสัณฐานเป็นกรวยสูงชะลูด แวดล้อมด้วยยอดเขาบริเวณทั้งสี่ทิศ ในสมัยโบราณถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่พระราชาแห่งอาณาจักรต่างๆบนเกาะชวาให้ความเคารพนับถือมาก ด้วยตำนานว่า ภูเขาลูกนี้คือส่วนยอดสุดของ “เขาพระสุเมรุ” ศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งถูกเคลื่อนย้ายอัญเชิญจากชมพูทวีปมายังเกาะชวา ทิวทัศน์ที่ภูเขาแห่งนี้งดงามมากเพราะมีนาขั้นบันไดเหมือนที่เกาะบาหลี แต่ที่นี่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สภาพบริสุทธิ์อยู่ด้วยแทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ที่ไหล่เขานี่เองยังเป็นที่ตั้งของ “สระศักดิ์สิทธิ์แห่งเบลาหัน” (Holy Bathing Place of Candi Belahan) เชื่อกันว่า เป็นสระน้ำโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อเป็น “ราชสุสาน” ที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้าไอร์ลังคะ กษัตริย์ชวาผู้ยิ่งใหญ่เมื่อพันปีก่อน สัญลักษณ์โดดเด่นของสระนี้ก็คือ รูปสลักเทวสตรี 2 องค์คือ “พระศรี” และ “พระลักษมี” ชายาคู่บารมีขององค์พระนารายณ์ สิ่งที่แปลกประหลาดน่าทึ่งของสระศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ อยู่ตรงที่น้ำพุซึ่งไหลออกมาจากองค์เทพธิดาทั้งสอง โดยเทพธิดาองค์ซ้ายน่าจะเป็น “พระศรี” เทพีแห่งโชคลาภ มีน้ำพุไหลออกมาจากพระหัตถ์ด้านบน (เดี๋ยวนี้ไม่ไหลแล้ว) ส่วนองค์ขวาก็คือ “พระลักษมี” เทพีแห่งความงาม ซึ่งมีน้ำพุไหลออกมาจากพระถัน (ทรวงอก) และยังคงไหลอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือ การเสกธารน้ำตามธรรมชาติให้กลายเป็นน้ำเทพมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ไหลผ่านพระวรกายของเทพเจ้าแล้วนั่นเอง เชื่อกันว่า หากใครได้มาอาบน้ำหรือนำน้ำที่สระศักดิ์สิทธิ์นี้ไป ก็จะได้รับความเป็นสิริมงคลอันเป็นพรที่มาโดยตรงจากองค์เทพเจ้าเลยทีเดียว

สระศักดิ์สิทธิ์-702

เมื่อเที่ยวชมบริเวณภูเขาเปหนังกุหงันเสร็จแล้ว ก็เดินทางต่อมาเข้าที่พักที่เมืองมาลัง (Malang) ในช่วงเย็น เมืองนี้เป็นเมืองเก่าสมัยดัชท์ปกครองอาณานิคม ยังคงมีอาคารเก่าแก่แบบย้อนยุคมากมายทั่วตัวเมือง และมีภัตตาคารเก่าสมัยดัชท์ที่บริการอาคารค่ำแบบตะวันตกย้อนยุคด้วย ตามปกติอากาศที่เมืองมาลังจะเย็นสบายเหมาะสำหรับพักผ่อนอยู่แล้ว

2222

วันที่สอง…เก็บของออกจากเมืองมาลังตอนเช้า เที่ยวชมย่านเมืองเก่าสมัยดัชท์และตลาดเช้าพื้นเมือง จากนั้นเดินทางต่อไปชมปราสาทหินจันทิสิงหาส่าหรี (Candi Singosari) ซึ่งเป็นเทวสถานอุทิศแด่พระศิวะของพระเจ้ากฤตนคร (King Kertanagara) กษัตริย์แห่งอาณาจักรสิงหาส่าหรี ในพื้นที่ที่เคยเป็นเมืองหลวงของพระองค์ แม้ว่าปราสาทหินหลังนี้จะยังสร้างไม่เสร็จ แต่ยังเห็นลวดลายความสวยงามของ “หน้ากาล” ที่แกะสลักอย่างประณีต ลักษณะเป็นใบหน้าสัตว์คล้ายสิงโตแต่มีมือทั้งสองข้างสำหรับข่มขู่สิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ หลังจากเดินชมและถ่ายรูปจันทิสิงหาส่าหรีแล้ว ก็จะต้องเดินต่อไปอีกนิดเพื่อคนหา “ยักษ์ทวารบาล” 2 ตนที่แกะสลักจากหินภูเขาไฟก้อนมหึมาทำหน้าที่เป็นผู้ปกปักรักาเมืองเก่าแห่งนี้ ยักษ์ทวารบาล 2 ตนนี้มีใบหน้าที่ขึงขังดุดันแต่ทำมือเป็นสัญลักษณ์ชูสองนิ้ว ดูน่ารักปนน่าเกรงขามอย่างประหลาดทีเดียว

จันทิจาวี-630

เมื่อแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารตรงทางไป Tretes สถานตากอากาศบนภูเขาที่ชาวสุราบายานิยมเสร็จแล้ว เดินทางต่อไปชมปราสาทหินจันทิจาวี “Candi Jawi” เป็นปราสาทหินหลังเดียวโดดๆ ตั้งตระหง่านสูงเด่นอยู่ตรงที่ลาดเชิงเขาอรชุน (Gunung Arjuno) สภาพยังสมบูรณ์ดี เพราะนักโบราณคดีชาวดัชท์ได้จัดการบูรณะตั้งแต่สมัยอาณานิคมแล้ว เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้ากฤตนคร (King Kertanagara) เนื่องจากกษัตริย์องค์นี้ นับถือทั้งศาสนาฮินดูและพุทธ ปราสาทหินจันทิจาวีจึงมีศิลปะของทั้ง 2 ศาสนาเลย คือตัวปราสาทลักษณะจะเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู แต่ยอดปราสาททำแหลมๆเหมือนเจดีย์ในพุทธศาสนา ในห้องตรงกลางเรือนธาตุของจันทิจาวี ยังคงมีฐาน “โยนี” ที่เคยประดิษฐานศิวลึงค์อยู่ (แต่พระศิวลึงค์หายไปแล้ว) ตรงฐานของจันทิจาวี มีลวดลายแกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องตามแบบศิลปะชวาตะวันออก คือ นิยมแกะสลักเป็นภาพวิวทิวทัศน์ “บ้านสวน” มีกระท่อมหลังคามุงฟาง ท่ามกลางสวนป่าร่มรื่น ไม่ค่อยนิยมภาพเล่าเรื่องทางศาสนาแบบที่เห็นกันคุ้นตาที่บุโรพุทโธ

DSC05895

ช่วงเย็นออกเดินทางต่อยิงยาวไปยังเมืองเจโมโรลาวัง (Cemoro Lawang) ซึ่งเป็นเมืองริมปล่องภูเขาไฟโบรโม่ (Bromo) อากาศที่เจโมโรลาวังจะหนาวเย็นเหมือนดอยอินทนนท์ของไทย นักท่องเที่ยวจึงควรมีเครื่องกันหนาวที่เพียงพอและวันนี้ควรเข้านอนแต่หัวค่ำ เนื่องจากวันรุ่งขึ้นต้องออกไปชมวิวภูเขาไฟตั้งแต่เช้ามืด

 

วันที่สาม…นัดหมายการตื่นนอนราวๆตีสาม ทำธุระส่วนตัวแล้วช่วงก่อนตีสี่เล็กน้อยก็ออกไปขึ้นรถจิ๊ป ไปที่จุดชมวิวบนเขาเปนานจากัน (Gunung Penanjakan) ถนนทางไปไม่ค่อยดีนักและต้องผ่าน “ทะเลทรายดำ” (Sea of Sand) ซึ่งเป็นก้นปล่องภูเขาไฟเก่า มุ่งหน้าขึ้นสู่จุดชมวิวเหนือยอดเขา Penanjakan ตรงก่อนจะถึงจุดชมวิวมีร้านขายกาแฟและให้เช่าชุดกันหนาวมีมากมายเปิดไฟสว่างไสวคึกคัก บ่งบอกว่านักท่องเที่ยวขึ้นมามากทุกวัน ซึ่งควรเดินทางมาถึงจุดชมวิวนี้ก่อนตีห้าให้ทันให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

ทิวทัศน์ที่ใครๆไฝ่ฝันอยากจะมาชมบนจุดชมวิวยอดเขาแห่งนี้คือ ภาพกลุ่มภูเขาไฟใหญ่น้อยเรียงลดหลั่นกันอย่างสวยงาม เบื้องหน้านั้นคือ “บาต็อก” (Gunung Batok) ผู้แสนสงบนิ่ง ถัดไปทางซ้ายที่กำลังพ่นควันสนั่นหวั่นไหวนั่นคือ “โบรโม่” (Gunung Bromo) ขุนเขาที่ไม่เคยหลับใหล ถัดไปด้านหลังอีกนิดก็คือ “กูรสี” (Gunung Kursi) ที่ล้อมรอบด้วยริ้วรอยแปลกตา…ส่วนภูเขาไฟทรงกรวยสูงเด่นตระหง่านเป็นประธานเบื้องหลังสุดนั่นก็คือ “เซเมรุ” (Gunung Semeru) หรือ “เขาพระสุเมรุ” ภูผาอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและสูงที่สุดบนเกาะชวาอันงามสง่าจับใจ ภูเขาไฟทั้งหมดนี้อยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ของอุทยานแห่งชาติ Bromo-Tengger-Semeru ถือได้ว่าเป็นทิวทัศน์ความอัศจรรย์ทางธรรมชาติ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งนึงของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียเลยทีเดียว

DSC05809

ภูเขาไฟโบรโม่ยังคงพ่นควันและขี้เถ้าลอยคลุ้ง ครอบคลุมบริเวณนี้ตลอดเวลามานับพันนับหมื่นปีแล้ว แสดงถึงขุมพลังใต้พิภพที่ยังไม่เคยหลับใหล และอาจจะถูกปลดปล่อยขึ้นมาเต็มกำลังเมื่อไหร่ก็ได้ ในขณะเดียวกันหากสังเกตที่ยอดเขาเซเมรุ ก็จะเห็นว่าทุกๆ 15 – 20 นาที Gunung Semeru จะระเบิดกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ตามคติของศาสนาฮินดู “เขาพระสุเมรุ” เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่ประทับของเหล่าเทพยดาทั้งปวง รายล้อมด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง 7 ชั้น และมหานทีสีทันดรคั่นหว่างกลางเป็นระยะๆ….รูปลักษณ์ของ Gunung Semeru ก็ดูคล้ายกับที่ชาวฮินดูเชื่อถือกันมาแต่เก่าก่อน เป็นภูเขาที่สูงเด่นที่สุดจนไม่มีลูกอื่นใดเทียบเทียม ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาอื่นๆรายล้อมหลายชั้น แถมยังสำแดงพลานุภาพให้เห็นเป็นระยะๆ ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์เดชของเทพเจ้าที่ประทับอยู่บนนั้น ก็สมแล้วครับที่ชาวอินโดนีเซียโบราณยกย่องให้ Gunung Semeru เป็นดั่ง “ศูนย์กลางจักรวาล” ในโลกทัศน์ของพวกเขา

 

เมื่อชมทิวทัศน์อันน่าประทับใจจากจุดชมวิวเหนือยอดเขา Penanjakan จนพอใจแล้ว สมควรแก่เวลาแล้วก็เดินลงจากจุดชมวิว ขึ้นรถจิ๊บคันเดิมพาดิ่งลงเขามาอย่างรวดเร็วเดินทางตรงต่อไปข้ามทะเลทรายสีดำ มุ่งสู่เชิงภูเขาไฟโบรโม่ เมื่อถึงจุดจอดรถเชิงเขา ก็จะต้องลงเดินเท้าต่อไปยังยอดปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ หากไม่ต้องการเดินเท้าด้วยตนเองก็มีบริการม้าสำหรับขี่ขึ้นไปบนเขาได้ด้วย การขึ้นมาชมปากปล่องภูเขาไฟนี้ก็เพื่อสัมผัส “ลมหายใจของเทพเจ้า” เนื่องจากรอยแยกที่ก้นปล่องของโบรโม่ แตกลึกลงไปใต้พื้นพิภพ ทำให้พลังงานมหาศาลใต้โลกถูกปลดปล่อยออกมาทางนี้ ควันขี้เถ้าสีขาวจึงพวยพุ่งออกจากที่นี่ชั่วนาตาปีไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ชาวชวาแต่โบราณเชื่อถือว่านี่คือ “ลมหายใจของเทพเจ้า” นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปตามทางรอบขอบปล่องภูเขาไฟโบรโม่ได้ แต่ต้องระมัดระวังมากเพราะไม่มีรั้วกันใดๆอาจตกลงไปได้ถ้าเดินไม่ระวัง และที่ปากปล่องโบรโม่นี่กลิ่นกำมะถันค่อนข้างแรง ต้องเตรียมผ้าปิดจมูกเป็นระยะๆเพื่อลดการสูดดมกำมะถันด้วย และไม่ควรอยู่บนขอบปากปล่องนานเกินไป สมควรแก่เวลาก็เดินลงมาขึ้นรถจิ๊บที่จุดเดิม ระหว่างทางกลับจากภูเขาไฟโบรโม่ไปที่เมืองเจโมโรลาวัง นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมเทวสถานฮินดู ตัววัดสร้างด้วยหินภูเขาไฟสีเทาๆ มีซุ้มประตูชั้นในเป็นปราสาทสามยอด ซึ่งชาวฮินดูทั้งในเกาะชวาและที่ข้ามมาจากบาหลีร่วมมือกันสร้างไว้ เพื่อน้อมคารวะแด่เทพยดาผู้ยิ่งใหญ่ที่สถิตอยู่ ณ ภูเขาไฟโบรโม่เบื้องหน้านั่นเอง

DSC05884

ราว 11.00 น. กลับมาถึงยังที่พักแล้วเก็บสัมภาระ รับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นเดินทางลงเขาจากเจโมโรลาวังตรงยาวกลับสู่เมืองสุราบายา ใช้เวลาราวๆ 4 ชั่วโมง เมื่อมาถึงช่วงเย็นก็เดินทางต่อไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติเพื่อขึ้นเครื่องบินเที่ยวค่ำเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

…………………………………………………………………………………………………………

จากตัวอย่างรายการนำเที่ยวระยะสั้น 3 วันข้างต้น นักท่องเที่ยวจะได้ชมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เป็นภูเขาไฟยิ่งใหญ่ตระการตา นับว่าเป็นจุดขายที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ในการเขียนรายการทัวร์ได้และสามารถจัดได้จริงในเวลาเพียงสามวัน ในขณะเดียวกันก็อาจใช้เส้นทางนี้ผนวกกับเส้นทางท่องเที่ยวปกติอย่างบุโรพุทโธหรือเกาะบาหลีได้โดยใช้เวลาเที่ยวนานขึ้น เพื่อให้สามารถสัมผัสมนต์เสน่ห์ของประเทศอินโดนีเซีย เพื่อนบ้านอันกว้างใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีกด้วย

…………………………………………………………………………………………………………

ป.ล. องค์ความรู้จากการบรรยายให้แก่ศิษย์เก่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอาเซียน ในงานสานสัมพันธ์ศิษย์เก่าประจำปี 2558

โพสท์ใน การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวอาเซียน | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น