KM#38 การเขียนผลงานวิชาการให้มีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมจัดเสวนาเพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการวิจัยจากอาจารย์ผู้มีประสบการณ์วิจัย ในหัวข้อเรื่อง “เทคนิคการเขียนผลงานวิชาการให้มีคุณภาพ” โดย รศ.ดร.อัศวิน แสงพิกุล และ “การเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการให้มีความน่าสนใจ” โดย รศ.ดร.เลิศพร ภาระสกุล

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเสวนาได้จากลิงค์ข้างล่างนี้

“เทคนิคการเขียนผลงานวิชาการให้มีคุณภาพ”

“การเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการให้มีความน่าสนใจ”

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

KM#37 การสร้างข้อสอบปรนัย

สรุปสาระสำคัญจากการเสวนาการจัดการความรู้ หัวข้อ “การสร้างข้อสอบปรนัย” โดย ผศ. ดร. กุญชร เจือตี๋ ในวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ณ ห้องประชุม 1 คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม
เรียบเรียงโดย อ.กัลยา สว่างคง

—————————————————————————————————————————–

การจัดการความรู้ หัวข้อ: การสร้างข้อสอบปรนัย 

โดย ผศ. ดร. กุญชร เจือตี๋

การประเมินผลทางการศึกษานั้นมีเป้าหมายหลักอยู่ 2 ประการคือ

  1. เพื่อประเมินผลการเรียนของนักศึกษา
  2. เพื่อปรับปรุงทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักศึกษาและการสอนของผู้สอน (นักศึกษาได้เกรดไม่ดีไม่ได้แปลว่าเขาเรียนไม่รู้เรื่อง แต่อาจมาจากผู้สอนที่สอนไม่ดี)

Evaluate the right thing and all things  หลักการของการประเมินผลมี 2 ประการที่สำคัญ คือ

1) ต้องประเมินสิ่งที่ถูกต้อง

2) ต้องประเมินให้ครบทุกอย่างที่สอน ไม่ควรเลือกประเมินเพียงบางส่วน

วิธีการในการประเมินผลทางการศึกษาสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น  การบ้าน การทำรายงาน ข้อสอบรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อสอบปรนัยเลือกตอบ ข้อสอบปรนัยถูกผิด ข้อสอบอัตนัย ข้อสอบจับคู่

หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้วิธีการ มีดังนี้

  1. รูปแบบของข้อสอบต้องสอดคล้องกับเนื้อหาวิชา และความเป็นธรรมชาติของวิชานั้น เช่น วิชาที่เน้นทฤษฎีควรออกข้อสอบแบบปรนัย แต่สำหรับวิชาที่เน้นปฏิบัติอาจเป็นข้อสอบอัตนัย หรือรายงาน หรือการนำเสนอ
  2. รูปแบบของข้อสอบต้องตรงกับบริบทเวลานั้น เช่น จำนวนของผู้เรียน (หากมีผู้เรียนจำนวนมากก็ควรออกข้อสอบแบบปรนัย) และความถนัดของผู้สอน

 

การประเมินผลการศึกษามีข้อควรระวังในเรื่องต่างๆ ดังนี้

  1. ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง ข้อสอบต้องวัดได้ในสิ่งที่ผู้สอนต้องการวัด
  2. ความเชื่อมั่น (Reliability) หมายถึง ข้อสอบนั้นวัดแล้ววัดอีกต้องได้ค่าเหมือนเดิม
  3. มาตรฐาน (Standard) หมายถึง ข้อสอบนั้นต้องเป็นที่ยอมรับ มีเกณฑ์ในการวัดที่ถูกต้อง คือเมื่อนักศึกษาสอบผ่านในรายวิชานั้นก็แสดงว่ามีความสามารถนั้นจริง เช่นแบบทดสอบการขับรถเมื่อผ่านการทดสอบแล้วก็ต้องขับรถได้จริง
  4. ความยุติธรรม (Fairness) หมายถึงข้อสอบนั้นต้องยุติธรรมสำหรับทุกคน เช่น กลุ่มนักศึกษาชายจะทราบคำตอบได้ดีกว่านักศึกษาหญิง แบบนี้ถือว่าไม่ยุติธรรมสำหรับทุกคน

 

คำถาม: การตั้งคำถามในข้อสอบควรจะต้องยึดหลักการใด

คำตอบ: ต้องยึดตามวัตถุประสงค์ของรายวิชา โดยใช้หลักของ Blooms Taxonomy (ภาพที่ 1)

111.png

 

ภาพที่ 1 ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Bloom

จากภาพที่ 1 แสดงทฤษฎีการเรียนรู้ของ Bloom แบ่งทักษะการเรียนของนักศึกษาได้ 6 ด้านคือ

  1. Knowledge – จำได้ เช่น สอนนักศึกษาว่า 2 + 2 = 4  ถ้าข้อสอบถามว่า 2 + 2 ได้เท่าไร หากนักศึกษาตอบว่าได้ 4 ก็แสดงว่าเขาจำได้ ลักษณะนี้เป็นทักษะพื้นฐานสำหรับทุกรายวิชา
  2. Comprehension – เข้าใจ เช่น ข้อสอบถามว่า 1 + 3 ได้เท่าไร ถ้านักศึกษาตอบ ได้ 4  ก็แสดงว่านักศึกษามีความเข้าใจในสิ่งที่สอน
  3. Application – การประยุกต์ใช้ เช่น ข้อสอบถามว่า ไปซื้อของให้เงินแม่ค้า 5 บาทจะได้เงินทอนเท่าไร ถ้านักศึกษาตอบได้ถูกต้องแสดงว่าสามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ได้
  4. Analysis – วิเคราะห์  คือ สามารถจำแนกแยกแยะได้
  5. Systhesis –  สังเคราะห์ คือ สามารถนำความรู้ที่ได้มาสร้างให้เกิดสิ่งใหม่ได้
  6. Evaluation – การประเมิน เป็นทักษะขั้นสูง คือสามารถประเมินผลงานต่างๆ ได้

จากทักษะทั้ง 6 ด้าน ผู้ออกข้อสอบจะต้องวางแผนการออกข้อสอบว่าในรายวิชานั้นๆจะวัดทักษะใดบ้าง และจะวัดทักษะนั้นเป็นจำนวนเท่าไหร่โดยใช้ตาราง Item test Blue print ที่แสดงดังภาพที่ 2

222

ภาพที่ 2 Item test Blue print

จากภาพที่ 2 แสดงให้เห็นว่าจำนวนข้อสอบในรายวิชานั้น ควรกระจายตามทักษะที่ผู้สอนกำหนด หรือระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของรายวิชา ทั้งนี้จำนวนข้อสอบไม่จำเป็นต้องกระจายให้เท่ากันในแต่ละทักษะ และข้อสอบไม่จำเป็นต้องวัดทุกทักษะ ขึ้นอยู่กับว่าผู้สอนให้น้ำหนักกับวัตถุประสงค์หรือทักษะใดสำหรับการเรียนรู้ในรายวิชานั้นๆ

นอกจากนี้ยังพึงระลึกเสมอว่าเป้าหมายของการวัดการเรียนรู้ คือ ต้องการวัดว่านักศึกษารู้ในเรื่องนั้นหรือไม่ ดังนั้น ผู้ออกข้อสอบจึงไม่ควรใช้ภาษาที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเล่นคำเพื่อทำให้ข้อสอบดูมีความยาก

การออกข้อสอบปรนัย แม้ว่าจะยากในการเตรียม แต่จะง่ายสำหรับการตรวจ รวมทั้งยังมีข้อดี ดังนี้

  1. วัดได้ทุกวัตถุประสงค์ของรายวิชา
  2. ออกข้อสอบได้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของรายวิชา
  3. นำกลับมาใช้อีกได้
  4. เหมาะกับการใช้สอบออนไลน์
  5. เหมาะกับผู้สอบจำนวนมาก

ข้อพึงระวังในการออกข้อสอบปรนัย มีดังนี้

  1. การถามที่ไม่สำคัญหรือไม่จำเป็น เช่น ปี พ.ศ.
  2. การถามที่เป็นรายละเอียดเกินไป
  3. คำถามที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ทำให้ผู้ตอบเกิดความรู้สึกงง ว่าต้องการถามประเด็นไหน เช่น การถามว่า “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็น…”
  4. คำถามที่เป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ เช่น ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรทำระหว่างการเที่ยวชมโบราณสถาน
  5. คำถามที่กำกวม คลุมเครือ เช่น การท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่กำลังมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่บางประเทศก็เชื่องช้า สาเหตุที่การท่องเที่ยวไม่เติบโตอย่างรวดเร็ว คืออะไร (คลุมเครือ เพราะไม่ทราบว่าประเทศใดที่โตช้า)
  6. คำถามที่แนะคำตอบ เช่น องค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวมีอะไรบ้าง คำว่าบ้างแสดงให้เห็นว่าคำตอบควรมีมากกว่า 1 ดังนั้นหากตัวเลือกใดมีคำตอบมากกว่าหนึ่งประเด็น น่าจะเป็นคำตอบที่ถูก
  7. คำถามที่เป็นคำตอบของคำถามข้ออื่น
  8. คำถามว่าข้อใดถูกต้องที่สุด เพราะผู้สอนและนักศึกษาอาจเข้าใจไม่ตรงกัน หรือเลือกประเด็นสำคัญคนละประเด็น ข้อนี้จึงไม่สามารถวัดความรู้หรือไม่รู้ของนักศึกษาได้
  9. ควรเขียนคำตอบแต่ละข้อให้มีความยาวพอๆ กัน ไม่เช่นนั้นนักศึกษาจะจับได้ว่าข้อคำตอบยาวที่สุดมักเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
  10. หลีกเลี่ยงตัวเลือก “ถูกทุกข้อ / ผิดทุกข้อ” โดยเฉพาะตัวเลือกผิดทุกข้อ เพราะไม่สามารถตอบได้ว่าจะวัดทักษะใดของนักศึกษา
  11. พยายามกระจายตัวเลือกที่ถูกไปยังข้อต่างๆ ในสัดส่วนที่เท่ากัน เพื่อป้องกันนักศึกษาเลือกตอบข้อใดข้อหนึ่งแล้วสามารถทำคะแนนได้ดี ทำให้เข้าใจผิดว่านักศึกษามีความรู้ในเรื่องนั้นจริง
  12. การทำเฉลยข้อสอบผิด

 

เนื่องจากการออกข้อสอบปรนัยทำได้ค่อนข้างยากและใช้เวลานาน จึงอาจใช้เทคนิคการออกข้อสอบคู่ขนาน (Parallel item) มาใช้เมื่อต้องการปรับปรุงข้อสอบ โดยเทคนิคการออกข้อสอบคู่ขนานสามารถทำได้ดังนี้

  1. เปลี่ยนคำถามเป็นคำตอบ และเปลี่ยนคำตอบเป็นคำถาม
  2. เปลี่ยนจากคำถามเชิงบวกเป็นคำถามเชิงลบ
  3. เปลี่ยนตัวเลข เปลี่ยนสถานที่ ที่ใช้ในข้อสอบ

 

นอกเหนือจากการออกข้อสอบปรนัยให้ครบถ้วนเพื่อวัดความรู้ได้จริงแล้ว เกณฑ์การให้คะแนนยังเป็นประเด็นที่สำคัญมาก สามารถแยกได้เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

  1. Norm-Referenced Grading การตัดคะแนนแบบอิงกลุ่ม วิธีนี้มักใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานหรือการสอบเข้าหน่วยงานต่างๆ
  2. Criterion-Referenced Grading การตัดคะแนนแบบอิงเกณฑ์ ที่เป็นรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการให้คะแนนในสถาบันการศึกษา

 

การตัดเกรดหรือการให้คะแนน ผู้สอนควรหลีกเลี่ยงประเด็นต่างๆ เหล่านี้

  1. การให้คะแนนที่ดีกับนักศึกษาที่มีความใกล้ชิดกับผู้สอน
  2. คะแนนการเข้าเรียน (Class attendance) ไม่ควรนำมาใช้ในการวัดเนื้อหาการเรียนการสอน
  3. ไม่ควรใช้เครื่องมือเพียงเครื่องมือเดียวในการวัดความรู้นักศึกษา เช่น การออกข้อสอบอัตนัยเพียงข้อเดียวในการวัดความรู้ตลอดทั้งภาคการศึกษา เพราะนักศึกษาบางคนอาจไม่ถนัดในการเขียน แต่สามารถอ่าน และนำเสนอได้ดี จึงควรกระจายเครื่องมือให้มีความหลากหลายและครอบคลุมความสามารถในด้านต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน
  4. การให้คะแนนที่ดีกับนักศึกษาที่มีลายมือสวย สำหรับลายมือไม่ดีอ่านไม่ออกให้ข้ามไป แต่ไม่ควรตัดคะแนนข้อนั้น
  5. ไม่ควรเปลี่ยนเกณฑ์การให้คะแนน
  6. ไม่ควรตั้งเกณฑ์การให้คะแนนที่เป็นไปได้ยาก

 

หลังตรวจข้อสอบแล้วพบว่าได้คะแนนน้อย อาจมาจากสาเหตุดังนี้

  1. ตัวนักศึกษา – อาจเป็นนักศึกษาที่อ่อน หรือไม่ใส่ใจในการเรียน
  2. เครื่องมือที่ใช้วัดความรู้ไม่ดีพอ – เช่น งานที่มอบหมาย หรือ ข้อสอบนั้นไม่สามารถวัดความรู้ได้จริง
  3. ผู้สอนสอนไม่ดี – ต้องปรับปรุงตัวเอง

 

ข้อแนะนำ ในการตรวจข้อสอบปรนัยด้วยระบบ OMR ในส่วนท้ายจะมี Quality checking ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้สอนควรให้ความสำคัญ เพื่อใช้ตรวจสอบประเด็นความยากง่ายของข้อสอบ (Difficulty – P) ซึ่งค่าที่ยอมรับได้อยู่ระหว่าง .20 – .80 และค่าอำนาจจำแนก (Discrimination –  r) ซึ่งค่าที่ยอมรับได้อยู่ระหว่าง .20 – 1  นอกจากนี้ ควรดูผลการวิเคราะห์ตัวเลือกแต่ละข้อว่าตัวเลือกใดเป็นตัวลวงที่ดี ตัวเลือกใดไม่สามารถจำแนกผู้สอบ ตัวเลือกใดเป็นตัวเลือกที่ดี เพื่อที่จะได้นำผลไปปรับปรุงข้อสอบในภาคการศึกษาต่อไป

 

การวัดและประเมินผลเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งจึงควรระลึกเสมอว่า “ Your students’ value is judged by YOU”

 

เรียบเรียงโดยอาจารย์ กัลยา สว่างคง

19 มิถุนายน 2562

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

KM#36 สรุปสาระสำคัญจากการนำเสนอเรื่อง การจัดการเรียนการสอนออนไลน์: ตัวอย่างจาก Coursera.org

สรุปสาระสำคัญจากการนำเสนอเรื่อง การจัดการเรียนการสอนออนไลน์: ตัวอย่างจาก Coursera.org
โดย อ.ภควดี วรรณพฤกษ์

Coursera เป็นหนึ่งใน platform การเรียนการสอนออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยปัจจุบันมีผู้สมัครใช้บริการกว่า 33 ล้านคน และมีวิชาที่เปิดสอนมากกว่า 2,400 วิชา ผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนแล้วสามารถเข้าเรียนวิชาส่วนใหญ่ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมหากต้องการใบประกาศนียบัตรรับรองการจบหลักสูตร
บุคลากรสายการสอนสามารถใช้ประโยชน์จาก Coursera ได้สองรูปแบบ คือ 1) ลงทะเบียนเรียนในวิชาต่างๆเพื่อเป็นการพัฒนาความรู้ หรือ 2) ศึกษารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อนำไปพัฒนาการสอนของตนเอง

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของ Coursera
คอร์สออนไลน์ส่วนใหญ่ของ Coursera จะมีรูปแบบในการจัดการเรียนการสอนที่คล้ายกัน ผู้ที่สนใจอาจนำแนวทางเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาบทเรียน E-learning ในวิชาที่รับผิดชอบ

1. โครงสร้างของบทเรียน: บทเรียนแต่ละบทมักมีองค์ประกอบดังนี้
– คำอธิบายบทเรียน: อธิบายเนื้อหาของบทเรียนอย่างคร่าวๆโดยการใช้คำสำคัญ (keyword) และระบุจุดประสงค์การเรียนรู้อย่างชัดเจน
– เอกสารและสื่อประกอบการสอน (course materials):
– วิดีโอบรรยายโดยผู้สอน หรือเป็นวิดีโอสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ
– เอกสารประกอบการสอน ส่วนใหญ่จะเป็นบทความวิชาการ บทความวิจัย หรือส่วนหนึ่งจากหนังสือ
– อภิปราย: ตั้งคำถามให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น อาจกระตุ้นให้ผู้เรียนมีการตอบโต้กันโดยการกำหนดให้อ่านและแสดงความคิดเห็นต่อข้อคิดเห็นของผู้เรียนคนอื่นๆ
– ชิ้นงาน/การบ้าน: บางคอร์สอาจมีการสั่งชิ้นงานย่อยสำหรับทุกบทเรียน เช่น ให้เขียนเรียงความสั้น สร้าง info graphic หรือทำคลิปวิดีโอ
– ทดสอบความรู้: สร้างชุดเพื่อวัดความรู้ของผู้เรียนหลังจากเรียนจบบทเรียนแล้ว อาจเป็นคำถามปรนัยหรืออัตนัยตอบสั้นๆ

2. การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้: รูปแบบการทดสอบวัดผลที่นิยมใช้ที่สุด ได้แก่ การทำรายงาน เรียงความขนาดยาว หรือชิ้นงานลักษณะอื่นๆ หัวข้อในการทำงานมักเน้นทดสอบว่าผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้จากทุกบทเรียนมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาในโลกจริงได้หรือไม่ บางวิชาอาจจัดการสอบผ่านระบบออนไลน์ นักศึกษาสามารถเข้าทำข้อสอบเมื่อใดก็ได้ภายในช่วงสัปดาห์ที่กำหนด โดยจำกัดเวลาในการทำข้อสอบไว้ที่ 1-2 ชั่วโมง หรือ 1 วันเต็ม

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนและเข้าร่วมเรียนได้ที่ https://www.coursera.org

โพสท์ใน การเรียนการสอน | ใส่ความเห็น

KM #35 การถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนออนไลน์ในระบบ Chula MOOC

การถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนออนไลน์
โดย อ. กัลยา สว่างคง

จากประสบการณ์เข้าเรียนหลักสูตรออนไลน์ซึ่งเปิดบริการในระบบ Chula MOOC (https://mooc.chula.ac.th/) พบข้อสังเกตที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบทเรียน ดังนี้
1. การตั้งชื่อรายวิชา: มีการตั้งชื่อวิชาให้น่าสนใจ เช่น “ทำอย่างไรให้สินค้า Go Interฯ หรือ มหากาพย์อังกฤษอัพเกรด” ชื่อวิชาช่วยดึงดูดความสนใจผู้เรียนให้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์และคลิปแนะนำเนื้อหาการเรียนการสอน
2. คลิปแนะนำ: ความยาว 3 – 5 นาที ใช้แนะนำเนื้อหาโดยผู้สอน เพื่อให้ข้อมูลสิ่งที่จะได้เรียนรู้ในรายวิชานั้น
3. การลงทะเบียนเรียน: เมื่อชมคลิปแนะนำแล้วสนใจ ผู้เรียนสามารถสมัครเข้าเรียนวิชานั้นๆ ผ่านทาง Facebook ของตัวเอง หลังจากสมัครแล้วจะได้หมายเลขประจำตัวของผู้เรียน ซึ่งจะใช้ในการลงทะเบียนเรียนรายวิชาอื่นได้ ในแต่ละรายวิชาสามารถรับผู้เรียนได้ประมาณ 2,000 คน
4. Pre-test เริ่มต้นบทเรียน: มีแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อให้ผู้เรียนประเมินตนเอง การประเมินจะครอบคลุมเนื้อหาความรู้ทั้งหมด ช่วยให้ผู้เรียนทราบว่ายังขาดความรู้ในเรื่องใด และควรติดตามบทเรียนเรื่องใด
5. การจัดเนื้อหาการเรียนการสอน: มีการแบ่งเป็นบทย่อยประมาณ 6-10 บท ช่วยให้ผู้เรียนสามารถวางแผนการเรียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด ในแต่ละบทจะมีเนื้อหาประกอบด้วย คลิปการเรียนการสอนซึ่งมีความยาว 5 -15 นาที และคำถามท้ายบท ส่วนในวิชาภาษาอังกฤษจะมีเอกสารประกอบบทเรียนให้ เมื่อเรียนจบบทแล้วระบบจะแจ้งให้ทราบว่าผู้เรียนได้ศึกษาวิชานั้นแล้วเป็นร้อยละเท่าใด ผู้เรียนจะสามารถทำแบบทดสอบเพื่อขอรับใบประกาศได้ต่อเมื่อได้เรียนไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
6. การเลือกเรียนเนื้อหา: ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาในบทใดก่อนก็ได้ และสามารถเรียนซ้ำกี่ครั้งก็ได้
7. แบบทดสอบท้ายบทเรียน: เมื่อศึกษาเนื้อหาในแต่ละบทเรียนครบแล้ว จะสามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนในแต่ละบทได้ ระบบจะแสดงผลให้ทราบว่าทำได้กี่คะแนน ในข้อที่ตอบผิด ผู้เรียนจะสามารถเปิดดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้
8. ระยะเวลาการเรียน: ผู้เรียนจะต้องเข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายในเวลา 2 เดือน จึงจะมีสิทธิ์สอบ Post Test เพื่อขอรับใบประกาศ เมื่อครบ 2 เดือนแล้วผู้เรียนจะยังสามารถเข้าเรียนได้ แต่ไม่สามารถสอบเพื่อขอรับใบประกาศได้อีก
9. การสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน: ในแต่ละรายวิชามีการจัดตั้ง Facebook กลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสอบถามผู้สอนได้ และยังสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้เรียนด้วยกันได้
10. การสอบ Post Test: เมื่อเรียนได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จะสามารถเข้าสอบ Post Test เพื่อขอรับใบประกาศได้ การสอบ Post Test จะทำได้เพียงครั้งเดียว แต่จะไม่กำหนดเวลาในการทำข้อสอบ เมื่อกดส่งคำตอบแล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้อีก ระบบจะแจ้งผลคะแนนสอบทันทีเมื่อกดส่งคำตอบแล้ว แต่จะไม่เฉลยข้อสอบ
11. ระบบในการเรียน: Chula MOOC มีผู้ดูแลระบบหรือแอดมินที่คอยตอบคำถามต่างๆ ซึ่งทำได้อย่างรวดเร็ว การเปิดกลุ่ม Chula MOOC ใน Facebook ทำให้ผู้เรียนในกลุ่มสามารถเข้ามาช่วยตอบคำถาม ข้อสงสัยในเบื้องต้นได้ รวมถึงสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันได้
12. การรับใบประกาศนียบัตร: เมื่อทดสอบหลังเรียนและได้ผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 แล้ว ผู้เรียนจะสามารถขอรับใบประกาศนียบัตรได้ โดยในระยะแรกของการจัดการเรียนการสอน ผู้ดูแลระบบจะตรวจสอบค่าร้อยละของการเข้าเรียนและผลสอบ ก่อนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับใบประกาศนียบัตรซึ่งจะจัดส่งให้ทาง e-mail ที่สมัครไว้ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ต่อมามีการปรับปรุงระบบให้ผู้เรียนที่เรียนครบและสอบผ่านในเกณฑ์ที่กำหนดสามารถดาวน์โหลดใบประกาศนียบัตรได้ด้วยตัวเอง
ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเรียนวิชาได้แก่ ชื่อวิชา เนื้อหาที่น่าสนใจ ทันสมัย เข้ากับบริบทโลกในปัจจุบัน และผู้สอนที่นำเสนอได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ ความยาวของคลิปการเรียนการสอนก็มีผลต่อความสนใจ ความตั้งใจในการเรียนรู้ โดยผู้เรียนมีแนวโน้มจะเลือกศึกษาเนื้อหาในคลิปที่มีความยาว 7-10 นาที อย่างไรก็ดี ระบบ Chula MOOC ยังควรพัฒนาในด้านจำนวนผู้เรียนที่รับได้ในแต่ละวิชา

โดยสรุปแล้วการเรียนรู้ในระบบ MOOC เป็นการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการในการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด เปิดโอกาสให้ทุกคนมีความเสมอภาคในการเรียนรู้ ในทุกที่ทุกเวลา เป็นทางเลือกที่ควรให้ความสำคัญและพัฒนาต่อไป…

โพสท์ใน การเรียนการสอน | ใส่ความเห็น

KM #34 Walking tour: เดินเท้าท่องเที่ยวย่านชุมชน

โดย อ.ภควดี วรรณพฤกษ์

 

ทั้งภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยืนต่อคิวยาวเพื่อเข้าชมพระบรมมหาราชวัง หรือภาพนักท่องเที่ยวยืนต่อราคากับแม่ค้าในตลาดจตุจักรก็ดี น่าจะกลายเป็นภาพตัวแทนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่คนกรุงหลายๆคนชินตาไปเสียแล้ว จนบางคนอาจจะถึงกับขมวดคิ้วมองอย่างฉงนใจ เมื่อได้เห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกลุ่มเล็กๆเพียงไม่กี่คน เดินต้อยๆตามหลังไกด์คนไทยที่พาลัดเลาะไปตามตรอกซอยแคบๆ ในย่านที่ไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ไม่มีตลาดใหญ่หรือห้างหรู มีเพียงชุมชนเก่าๆ ตลาดสดพื้นแฉะๆ กับร้านรวงหน้าตาไทยๆ

เขามา “เดิน” ดูอะไรกัน?

 

Walking tour: เที่ยวด้วยสองเท้า

Walking tour หรือทัวร์เดินเท้า เป็นรูปแบบการนำเที่ยวที่มีลักษณะพิเศษตามชื่อ กล่าวคือ มัคคุเทศก์ผู้นำเที่ยวจะนำนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ขนาดไม่เกิน 10-12 คน เดินเยี่ยมชมจุดน่าสนใจต่างๆ ซึ่งอยู่ในระยะทางที่สามารถเดินถึงกันได้ในเวลาไม่กี่นาที การนำเที่ยวแบบ Walking tour จึงมักครอบคลุมบริเวณพื้นที่เล็กๆเพียงพื้นที่เดียว แต่ชดเชยด้วยการนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบลึกซึ้งที่ทัวร์นั่งรถบัสไม่สามารถมอบให้ได้ เช่น เดินลัดเลาะเข้าไปในย่านชุมชนเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น เยี่ยมชมสถานที่ประเภท “สมบัติลับของชุมชน” ที่ไม่มีในไกด์บุ้ค และชิมอาหารพื้นบ้านที่หากินได้ยาก Walking tour บางโปรแกรมอาจจัดให้นักท่องเที่ยวทำกิจกรรมร่วมกับคนในชุมชนอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การทำงานฝีมือ การทำอาหาร หรือร่วมกันเต้นระบำพื้นบ้าน เป็นต้น

การเดินเท้าเที่ยวในแบบ Walking tour ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้หลายอย่าง โดยเฉพาะความต้องการประสบการณ์ที่เป็น “ของแท้ (authentic)” มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่มองว่า สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญนั้นเป็นเพียงเปลือกนอกของแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนต่างหาก คือแก่นในที่ต้องการสัมผัส พวกเขาอาจจะชอบความสวยงามของวัดพระแก้ว และรู้สึกว่าต้องไปเยี่ยมชมให้ได้สักครั้งเพื่อให้รู้สึกว่ามาถึงที่แล้ว แต่พวกเขาอยากจะใช้เวลาค่อยๆเดินชมวัดสวยงามอื่นๆที่คนไทยนิยมไป ได้ลองกินอาหารเหมือนที่คนไทยกิน และได้เห็นว่าคนไทยใช้ชีวิตอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการผู้สื่อความหมายที่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้น ซึ่ง Walking tour สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ทั้งหมด อีกทั้งยังมอบประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบที่ใครๆก็ไปกัน ช่วยเสริมความภาคภูมิใจของนักท่องเที่ยวจากการได้สัมผัสประสบการณ์ที่มีคุณค่า ซึ่งไม่ซ้ำกับคนอื่น

ในแง่ของประโยชน์ของ Walking tour ต่อแหล่งท่องเที่ยว นอกจากการกระจายรายได้สู่ชุมชนแล้ว การนำนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมย่านชุมชนเก่าแก่และทำกิจกรรมร่วมกับคนในชุมชน อาจช่วยในเรื่องการพลิกฟื้นให้ชุมชนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ยกตัวอย่างโปรแกรม Walking tour ในกรุงเทพมหานครของบริษัทแห่งหนึ่ง ทางบริษัทได้ฝึกให้ตัวแทนชุมชนมาทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์บรรยายและพาชมชุมชน โดยมีมัคคุเทศก์ผู้ช่วยของบริษัทเป็นผู้แปลภาษาให้ ซึ่งบางคนผู้สูงอายุวัยหลังเกษียณที่ทางบริษัทช่วยสอนให้ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อช่วยในการทำงาน ส่วนในโปรแกรมเส้นทางตลาดนางเลิ้งมีการจัดให้นักท่องเที่ยวเรียนรำชาตรีจากสมาชิกผู้สูงอายุนางเลิ้ง กลายเป็นนัดหมายประจำเดือนที่ผู้สูงอายุในชุมชนต่างรอคอย

ปัจจุบัน Walking tour เป็นรูปแบบการนำเที่ยวในพื้นที่เขตเมือง (urban tourism) ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเมืองท่องเที่ยวของยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่ให้บริการโดยบริษัทนำเที่ยว มีค่าใช้จ่ายต่อคนเริ่มต้นที่ประมาณ 1,500 บาท – 2,000 บาท ในบางพื้นที่อาจมีการจัด Walking tour แบบไม่แสวงหากำไรโดยองค์กรภาครัฐ NGO หรือชุมชน โดยผนวกเข้ากับกิจกรรมจิตอาสาสมัครมัคคุเทศก์ หรือ Volunteer guide ที่สามารถตอบโจทย์ด้านสังคมได้อีก

ในประเทศไทยมีการจัดนำเที่ยวในรูปแบบของ Walking tour มานานพอสมควรแล้ว ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมสัญจรเส้นทางประวัติศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร โดยชมรมสยามทัศน์ แต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่คนไทยทั่วไปนัก ธุรกิจนำเที่ยว Walking tour ของประเทศไทยจึงมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก มีค่าใช้จ่ายต่อคนเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาท ซึ่งธีมหลักที่ได้รับความสนใจมาก ได้แก่ การสำรวจย่านชุมชน เส้นทางอาหารท้องถิ่น (food tour) และทัวร์ถ่ายรูป (photography tour) ส่วนเส้นทางที่ได้รับความนิยม และมีการจัดนำเที่ยวโดยหลายบริษัท ได้แก่ ย่านบางรัก เยาวราช และบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์

Walking tour: ช่องทางใหม่สำหรับนักศึกษาการท่องเที่ยว

จากการพูดคุยกับมัคคุเทศก์และผู้ประกอบการ Walking tour พบว่าธุรกิจการนำเที่ยวประเภท Walking tour ในกรุงเทพมหานครกำลังเติบโตขึ้น และเริ่มขยายออกไปยังเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ และภูเก็ต แม้จะมีการแข่งขันระหว่างบริษัทที่ขายทัวร์ในเส้นทางเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความต้องการจากนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆด้วย จึงยังมีความต้องการมัคคุเทศก์อยู่พอสมควร

สำหรับการทำงานเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยว Walking tour นั้น ต้องการคุณสมบัติที่แตกต่างจากมัคคุเทศก์ทั่วไปเล็กน้อย มัคคุเทศก์ Walking tour ไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์ไทยในเชิงลึก แต่จะต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญในหัวข้อของเส้นทางนำเที่ยว เช่น หากเป็นมัคคุเทศก์ food tour ก็ควรมีความรู้รอบเรื่องอาหารไทย ทั้งเรื่องที่มาของวัตถุดิบ ขั้นตอนการปรุง และประวัติศาสตร์เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับอาหาร รวมถึงต้องรู้เรื่องราวเกี่ยวกับย่านชุมชนที่อยู่ในเส้นทางนำเที่ยวด้วย ทักษะทางภาษาก็เป็นสิ่งที่สำคัญเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ต้องสามารถบรรยายเป็นภาษาอังกฤษได้ และมีบางบริษัทที่เริ่มมองหามัคคุเทศก์สำหรับ Walking tour ในภาษาฝรั่งเศส จีน รัสเซีย และญี่ปุ่นอีกด้วย

โพสท์ใน การท่องเที่ยว | ใส่ความเห็น

KM #33 โครงการ “อโยธยา ๒๕๖๐”

ในวันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมได้จัดการอบรมความรู้ประวัติศาสตร์อยุธยา ภายใต้ชื่อโครงการ “อโยธยา ๒๕๖๐” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยในช่วงสมัยอยุธยาที่ถูกต้องและทันสมัย ให้แก่ศิษย์เก่าและบุคคลทั่วไปที่สนใจ ทั้งนี้ ทางคณะได้รับเกียรติจากผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล และอ.ธนกฤต ลออสุวรรณ เป็นวิทยากรให้ความรู้ตลอดทั้งการอบรมทั้งสองวัน

เนื้อหาการอบรมแบ่งเป็นการบรรยายและการออกภาคสนาม ดังนี้

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2560
การบรรยาย เรื่อง “ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยา” และ “ข้อสันนิษฐานใหม่ เกี่ยวกับเศียรพระศรีสรรเพชญ์” โดย ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (คลิ้กที่นี่เพื่อดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยาย คลิ้กที่นี่เพื่อดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยาย)
การบรรยาย เรื่อง “มรดกโลกอยุธยา” และ “โบราณสถานสำคัญและงานศิลปกรรมของอยุธยา” โดย อ.ธนกฤต ลออสุวรรณ (คลิ้กที่นี่เพื่อดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยาย )

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2560
เรียนรู้ภาคสนาม ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเจ้าสามพระยา พระราชวังบางปะอิน และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ

โพสท์ใน การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวอาเซียน, บริการวิชาการ | ใส่ความเห็น

KM #32 การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยและบทความวิชาการ

เมื่อวันที่ 21  กรกฎาคม 2560 คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมจัดเสวนาเพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการวิจัยจากอาจารย์ผู้มีประสบการณ์วิจัย   เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่นักวิจัยรุ่นใหม่ในเรื่องการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย และการเขียนบทความวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้อาจารย์ใหม่สามารถพัฒนาศักยภาพในการทำวิจัยได้

Guidelines for Research Proposal and Academic Paper Writng

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น